เจานอยซอหยั่นตะ

ၸဝ်ႈၼွႆႉ-သေႃးယၼ်ႇတႃႉ Photo:တႆးလွတ်ႈလႅဝ်း

ประวัติครอบครัว
เจานอยซอหยั่นต๊ะเปนบนบุตรชายของ เจาขนกํ่า เจาปกครองเมืองมาว หลวงซึ่งตั้งอยูทางทิศ
เหนือสุดของรฐฉาน ตระกูลของเจาขุนก่ําผูนี้ครองเมืองมาวหลวงมาหลายชั่วอายุคนแลว ทานผูนี้
เปนบิดาของเจานอยซอหย่นตัะและมีมารดาชื่อแมเจาทิยอด เปนเทวีของเจาขุนกํ่า  เจ้าเมืองมาวหลวง
นั่นเองมืองมาวหลวงเป็นเมืองทางตอนเหนือของรัฐฉานติดกับชายแดนประเทศจีน ตอนใต
เจ้านอยซอหยั่นต๊ะโดยสายเลือดเปนเจ้านายเผ่าไทยใหญตัวทาน เป็นเจ้านายในราชวงศของเจาไทย
ใหญในรัฐฉาน รูปรางสันทัดผิวขาวเหลืองเปนคนมีสกลุ

ประวัติการทํางาน
ในระหวางสงครามโลกครั้งนี้สองตรงกับพ.ศ.2485ถึงพ.ศ.2488ในยุคที่ชนชาติอังกฤษยัง
ปกครองประเทศพมาอยูนั้นเจานอยซอหยั่นต๊ะไดรับราชการเปนจานายสิบทหารของังกฤษและได
เลื่อนศเปนนายรอยโทแหงกองทัพบกอังกฤษแตตองถูกสงไปประจําอยูที่ประเทศอินเดียและครั้ง
สุดทายนชีวิตราชการไดลาออกโดยกรมทหารอังกฤษ ไดเลิกกจการฝ่ายทหารและการปกครอง
เพราะไดมอบเอกราชใหชนชาติพมาปกครองบานเมืองและชนชาวอังกฤษก็ไดกลับประเทศของตน
ตอจากนนั้ พม่าก็ไดสั่งอพยพชนเผาตางๆ ที่อยูกระจัดกระจายอยูหลายหัวเมือง ใหมาตั้ง
ภูมิลําเนาอยู่ในเมืองมาวหลวงพรอมกับไดอพยพชาวพมา เขาอยูตามแนวชายแดนดานติดกับ
ประเทศจีน (ตามคําอางของรัฐบาลพมาในสมัยนั้น)

เจานอยซอหยั่นตะ
เมื่อปญหาเกิดขึ้นเกี่ยวกับการยกตําแหนงเจาเมืองเจาฟาผูครองเมืองโดยสงฝายทหารพมา
เขามาปกครองบานเมืองแทนตามที่อางไววาตองการมา ปองกันดินแดนรัฐฉาน ซึ่งมีพลเมืองเปน
ชาวไทยใหญตองสู (ปะโอ) ละวาคะฉิ่นซิ่งเป็นชนชาติอยูในอารักขาของสหภาพ พม่ามาอาศัยอยู่


เจา นอยซอหยั่นตั่ะพรอมด้วยเจ้านอยอองเจาเมืองคําตีและเจาขุนคําแดงผูเปนญาติสนิทได
เดินทางไปพบเจาหมฟาเจาฟ้าเมืองแสนหวีเพื่อปรึกษาเรื่องพม่าที่สั่งปลดเจาบานผานเมืองซึ่งครอง
อาณาเขตบานเมืองของตนมาหลายชั่วคน เปนเจานายปกครองพลเมืองของตนให้  หัวเมืองฝาย
เหนือที่ติดกับอาณาเขตประเทศจีน

โดยเจานอยซอหยั่นต๊ะกับเจ้าขุนอองเจาเมืองคําตีเจาขุนแดงไดเป็น ผู้แทนของเจาขุนเจาฟา
นอยของหัวเมืองชายแดนอีก5-6 หัวเมืองที่ถูกพมาสั่งปลดออกจากตาแหน่งแล้วสังนายทหารพมา
พรอมกับกําลังพลทหารและประกอบดวยขาราชการพลเรือนที่เปนชนชาติพมามาปกครองเมือง
ฝายเหนือ ทุกหัวเมืองโดยเป็นตัวทนไปแจงเรื่องราวที่เกิดขึ้นใหเจาหมฟา เจาฟาเมืองแสนหวี
ใหหาวิธีชวยเหลือแกไขดวย

เจานอยซอหยั่นต๊ะกับบรรดาตัวแทนบรรดาเจาขุนพอเมืองที่ไปพบได้รายงานใหเจา หมฟา
เจาเมืองแสนหวีทราบทางเจาหมฟาทานก็ไดรับ เรื่องราวเอาไวและณที่นั้นก็พบกับบุ คคลสําคัญของ
เมืองตางๆจํานวนไมตํ่กวา สิบนายด้วยกันได้มาประชุมวางแผนที่จะกอบกู้เอกราช ของชนชาติ
ไทยใหญ เชน โปเตหวิ่ง- โปโมเฮง(เจากอนเจิง) -บุคคลสําคัญในเวลาตอมาที่ไดรวม กันกับเจา
นอยซอ หยั่นต๊ะะตั้งกองทัพ ไทยใหญทําการรบกับพมาโดยจากบุคคลสําคัญที่ไดรวมปรึกษาหารือที่
คุมหลวงของ เจาหมฟา เจาเมืองแสนหวีกอน เจาหมฟา เจาฟาแสนหวีไดชักชวนเจาน้อยซอหยั่นตะ
มาชวยงานดานธุรกิจตางๆ ซึ่งเจานอยยอมตกลงที่จะช่วยเจ้าฟาในครั้งนั้น
ตั้งแตนั้นมา เจ้าน้อยซอหยั่นตะก็ไดทําหน้าที่เปนผูประสานงานระหวางเจาฟาเมืองแสนหวี
กับเจาฟาเมืองอื่น ๆ ทําใหกวางขวางในวงการเมืองของรัฐฉานมากขึ้นตามลําดับ และทําให้ทางการ 
รัฐบาลพมาจับตาดูนายทหารหนุมไทยใหญผูมีนามวาซอหยั่นต๊ะอยางไมลดละเพราะตามรายงาน
จากสายลับของรัฐบาลอูนุวา นายทหารหนุ่มแหงอดีตกองทัพบกอังกฤษไดรับความไววางใจจาก
บรรดาเจาฟาและ ประชาชนชาวไทยใหญจํานวนมากและกําลังดํา เนินการติดตอที่จะแยกอํานาจ
การปกครองออกจากรัฐบาลพมา หลังจากที่รวมเปนสหภาพกันมาได้ สิบป
เจา นอยซอหยั่นต๊ะไดปราศรัยและหยั่งเสียงบรรดา กํานันผูใหญบานพระสงฆตลอดจน
พอคาคหบดีและประชาชนชาวไทยใหญ่ทั่งหลายนับตั่งแต เมืองปนเมืองนายเมืองลายคาเมืองหนอง
เมืองกึ่งเมืองสาดเมืองตวนเมืองหมอกใหมเมืองพยากเมืองเปงเมืองยองแลวก็มีเสียงเห็นพอง
ตองกันวา "ชาวไทยใหญทั้งหมดควรแยกตัวออกเป็นชาติ เอกราชและตั้งประเทศขึ้นเปนเมืองอิสระ
โดยไมขึ้นกับพมา"
เจา นอยซอหยั่นตัะไดทําความรูจักกับหัวหนาชาวไทยใหญในเมืองเหล่านั้น อยาง
กวางขวางและไดนําเรื่องราวตาง ๆมาบรรยายให้เจาฟาทราบถึงประชามติของประชาชนพลเมืองวา
มีความตองการอยางไรดังที่ได้กลาวมาแลวเมื่อ สงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลงพมาไดรับเอกราชจากชนชาติอังกฤษไดปกครองตน
เอง ภายหลังที่ชนชาติหลายเผาพันธุซึ่งเคยเปนรัฐอิสระมาแตเดิม เช่น ชาวไทยใหญ่(ไตย)
กะเหรี่ยงคะยาคะฉิ่น ชิน และมอญไดชวยพมาเรียกรองขอเอกราชจากอังกฤษ ไดสําเร็จและพมาก็
สัญญาจะมอบเอกราชปลดปลอยใหชนเผาตางๆจัดตั้งรัฐบาลของตนเองเปนอิสระไม่ขึ้นกับพมา
เชนเดียวกับทอังกฤษ ไดมอบเอกราชใหแกพมา
รัฐบาล พมาไดมีนโยบายลดตําแหนงเจาฟ้าเจาขุนในหัวเมือง
เล็กๆในดินแดนเมืองตอน
เหนือที่ติดกับแผนดินทางตอนใตของมณฑลยูนนานประเทศจนในครึ้งนี้ไดสั่งปลดเจาขุนกํ่าเจา
เมืองมาวหลวงซึ่งเปนบิดาของซอหยั่นต๊ะออกจากตาแหนงดวยคนหนึ่งซึ่งในการ ปลดตำแหนง เจ้า
เมืองครั้งนี้ทําใหซอหยั่นต๊ะนายรอยโททหารบกของรัฐบาลอังกฤษในพมาตองลาออกจาก
ตําแหนงเพราะทางรัฐบาลอังกฤษก็ตองออกจากดินแดนของ อาณาจักรพมาแลวเช่นกัน และเมื่อเจา
ขุนกํ่าบิดาของซอหยั่นต๊ะตองพนจากตําแหน่งเจาเมืองจากการบริหารราชการของรัฐบาลพมาซึ่งมี
นโยบายตัดทอด กำลังและอิทธิพลของ บรรดา เจาฟาไทยใหญ่ในพมาไมใหเกาะกลุมกันเพื่อ
เรียกรองสิทธิอันชอบธรรม
บรรดา เจาฟาและเจาเมืองต่างๆ ที่เปนไทยใหญ่ใน รัฐฉานหลายหัวเมืองที่ตองถูกปลดจาก
ตําแหนงนั้นมีด้วยกัน หลายองคเชน เจาเมืองคําตี่ เปนตน………… 

လိူၼ်တႆး 26/พ.ย.2016




สัญญาปางหลวง

สัญญาปางหลวง 1947 (สัญญาที่ก่อให้เกิด "สหภาพพม่า") 

วันที่ 19 พ.ย. 2428 อังกฤษได้จับกุมตัวกษัตริย์สี่ปอมิน(ธีบอ) ซึ่งเป็นกษัตริย์องค์สุดท้ายของพม่าไว้และในวันที่ 1 ม.ค. 2429 อังกฤษจึงประกาศว่า ได้ทำการยึดดินแดนของพม่าไว้หมดแล้ว ซึ่งในตอนนั้นไม่ได้มีการรวมรัฐฉานของไทยใหญ่เข้าไปด้วย จนกระทั่งในเดือน มกราคม พ.ศ. 2430 อังกฤษถึงได้เดินทางเข้ามาในรัฐฉานและประกาศให้รัฐฉานเป็นรัฐในอารักขาของอังกฤษ (Protectorate) ภายได้การปกครอง ของอังกฤษนั้นมีการแบ่งอยกการปกครองและเงินงบประมาณของรัฐฉานและพม่าออกจากกันอย่างชัดเจน ในสมัยนั้นพม่าจะเป็นฝ่ายที่คอยต่อด้านอังกฤษมาโดยตลอด ในขณะทีเจ้าฟ้าและประชาชนไทยใหญ่ให้ความร่วมมือกับอังกฤษรวมทั้งให้การช่วยเหลือสนับสนุนอังกฤษในการสู้รบสมัยสงคราโลกครั้งที่ 1 และ 2 ด้วย 

ประวัติ จายคำเล็ก

จายคำเล็ก นักปราชญ์แห่งวงการเพลงไทยใหญ่

คอลัมน์รู้จักคนดังฉบับนี้ขอแนะนำให้รู้จักกับจายคำเล็กนักประพันธ์เชื้อสายไทยใหญ่ผู้มีความสามารถในการประพันธ์งานเขียนมากมาย อาทิเช่น กลอน นิยาย บทกวี สุภาษิต  ที่โดดเด่นและเป็นที่รู้จักมากที่สุดในหมู่ชาวพม่าและชาวไทยใหญ่ คือ ผลงานเพลงทั้งไทยใหญ่ พม่า และอังกฤษ ซึ่งแต่งขึ้นด้วยปลายปากกาของเขารวมแล้วไม่ต่ำกว่า 1,000 เพลง บทเพลงของเขามีความหมายลึกซึ้งกินใจและกลายเป็นเพลงฮิตติดอันดับจนบรรดานักเล่นกีตาร์ส่วนใหญ่ต้องมีหนังสือรวมเพลงฮิตของเขาเอาไว้ติดบ้าน  รวมทั้งทำให้สายมาวศิลปินนักร้องยอดนิยมที่สุดของชาวไทยใหญ่สามารถแจ้งเกิดจากเพลงนี้และถูกจับติดคุกนานถึงสองปีเนื่องจากบทเพลงมีเนื้อหาเกี่ยวกับการเมืองและฮิตมากในหมู่ชาวไทยใหญ่
จายคำเล็กเกิดเมื่อวันที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2492 ที่ย่านหัวแต้น เมืองแสนหวี ภาคเหนือของรัฐฉาน บิดาคือนายก๋าคำ หรือนายส่วยจี่ อดีตครูหมอ(อาจารย์)ที่มีความชำนาญในด้านการเขียน/อ่านภาษาไทยใหญ่โบราณ และอดีตอำมาตย์ประจำวังเจ้าฟ้าแสนหวี ส่วนมารดาชื่อนางจิ่งอุ๊ ซึ่งทั้งสองได้เสียชีวิตแล้ว มีพี่น้องร่วมกันทั้งหมด 4 คน โดยเป็นพี่ชาย 1 คนชื่อ จายตุ่มคำ (เสียชีวิตเมื่อปี 2527) น้องชาย 1 คนชื่อจายคำตี่ อดีตนักแต่งเพลงซึ่งได้เสียชีวิตแล้วเช่นกัน และคนสุดท้ายคือ นางอ๋อมคำ ปัจจุบันอยู่ที่เมืองตองจี เมืองหลวงของรัฐฉาน
จายคำเล็กได้รับการตั้งชื่อใหม่เป็น “ลูอิส คำ” (Louis Kham ) เมื่อตอนเข้าเรียนโรงเรียนมิชชันนารีสมัยมัธยม  ส่วนชื่อที่คนไทยใหญ่และคนในประเทศพม่านิยมเรียกคือ “ด็อกเตอร์จายคำเล็ก”  จบการศึกษาปริญญาตรีด้านการแพทย์และวิทยาศาสตร์ [M.B.,B.S] จากมหาวิทยาลัยย่างกุ้ง เมื่อปี พ.ศ. 2519 และปริญญาโทสาขาวิทยาศาสตร์และเกี่ยวกับอวัยวะภายในของมนุษย์ M.Med.,Sc [Anatomy] จากมหาวิทยาลัยมัณฑะเลย์ เมื่อปี พ.ศ. 2532 คู่สมรสคือหมอนางน้อย น้อยติ่น เชื้อสายมอญ/พม่า และมีบุตรด้วยกันทั้งหมด 4 คือ นางคำน้อยเล็ก(เป็นนักร้อง) นางคำอุ๊เล็ก นางคำหาญเล็ก และจายคำโจเล็ก      
เนื่องจากในช่วงที่หมอจายคำเล็กอยู่ในวัยเด็ก ผู้เป็นบิดาได้ปลูกฝังให้เขาตอบแทนบุญคุณต่อชาติบ้านเมืองของตัวเอง ด้วยเหตุนี้เขาจึงเริ่มแต่งบทกลอนและเพลงด้วยทำนองของตัวเอง[Own Tune] ขึ้น ซึ่งเพลงส่วนใหญ่ที่เขาแต่งนั้นมีเนื้อหาเชิงปลุกใจ อย่างเช่น เพลง “ให้มีใจ๋ฮักเคอ” (ให้มีใจรักชาติ) เพลง “เหลอเสใจ๋ฮักเคอ” (นอกจากใจรักชาติ) เพลง “วันไตยให้ใหม่สูง” (วันไทยใหญ่จงก้าวหน้า) และมีอีกหลายๆ เพลง ต่อมาได้แต่งเพลงที่มีชื่อว่า “ถึงป่าเห้วคนต๋ายลิบ” (แด่..สุสานคนเป็น) ซึ่งมีเนื้อความบ่งบอกถึงความไร้อิสรภาพของมนุษย์ที่เปรียบเสมือนมีลมหายใจอยู่แต่เหมือนกับว่าไม่มีตัวตนนั่นเอง จากนั้นเขาได้นำเพลงนี้ไปร้องให้กับกลุ่มวัยรุ่นในที่ต่างๆ ในรัฐฉานทำให้เขาถูกทหารพม่าจับกุมขังที่เมืองล่าเสี้ยวอยู่นานหลายเดือน ในขณะที่ถูกจองจำอยู่นั้นเขาได้แต่งเพลงที่มีชื่อว่า “ลุกตี้ป่าเห้วคนต๋ายลิบ” (จาก..สุสานของคนตายทั้งเป็น) ที่มีเนื้อหาสะท้อนถึงเหตุที่ทำให้เขาถูกทหารพม่าจับกุม จากสาเหตุที่เขาเขียนเพลง “แด่..สุสานคนเป็น นั่นเอง
หลังจากพ้นโทษไม่นาน เขาได้แต่งเพลง “ลิ๊กโห้มหมายป๋างโหลง” (สัญญาปางโหลง) ซึ่งเป็นเพลงที่มีเนื้อหาเกี่ยวการทวงคำสัญญาซึ่งผู้นำพม่าเคยให้ไว้ว่าหลังจากการปกครองร่วมกันครบ 10 ปีนับจากันที่ได้รับเอกราชปี พ.ศ.  2490 แล้ว ทางพม่าจะให้ไทยใหญ่ปกครองรัฐฉานด้วยตนเอง แต่เมื่อครบกำหนดดังกล่าว ทางพม่าก็ไม่ได้ปฏิบัติตามสัญญาที่ได้ตกลงกันไว้แต่อย่างใด แถมส่งทหารเข้าทำการปฏิวัติ ส่งผลให้เจ้าฟ้าของไทยใหญ่หลายท่าน รวมทั้งนายอองซาน บิดาของนางอองซาน ซูจี เสียชีวิต ในครั้งนั้น  บทเพลงดังกล่าว ถูกขับร้องโดยจายสายมาว อีกหนึ่งนักร้องชื่อดังของชาวไทยใหญ่ แต่หลังจากอัลบั้มเพลงนี้ได้เผยแพร่ออกไป จายสายมาวจึงถูกทหารพม่าจับกุมนานถึง 2 ปี
แม้ว่าตัวเขาและนักร้องจะถูกจับเข้าคุก  หมอจายคำเล็กก็ยังไม่ย่อท้อกับอุปสรรคต่างๆ ที่เกิดขึ้น ตรงกันข้าม  เขากลับพยายามหาทางต่อสู้ด้วยบทเพลงของเขาต่อไปในลักษณะที่ไม่ปะทะกับรัฐบาลทหารโดยตรง แต่ซ่อนเนื้อหาและความหมายอันลึกซึ้งกินใจไว้ในบทเพลงรักหวานซึ้งซึ่งหลายบทเพลงสะท้อนให้เห็นถึงความทุกข์ยากของชาวไทยใหญ่หรือชีวิตผู้คน แต่ไม่ได้มีถ้อยคำโจมตีผู้มีอำนาจแต่อย่างใด
เนื่องจากตลาดเพลงภาษาไทยใหญ่แคบกว่าตลาดเพลงภาษาพม่า  จายคำเล็กจึงหันมาแต่งเพลงภาษาพม่าและภาษาอังกฤษเพื่อขยายกลุ่มคนฟัง ซึ่งหลายบทเพลงสะท้อนให้เห็นถึงความเจ็บปวดและความทุกข์ยากของชีวิตผู้คนในประเทศพม่า ภายใต้ถ้อยคำรักหวานซึ้ง ดังเช่น บทเพลง “พระจันทร์กลางกรุงย่างกุ้ง” สะท้อนให้เห็นถึงความรักของชายหนุ่มยากจนซึ่งหลงรักหญิงสาวมีฐานะ เขาเปรียบเทียบความรักของเขาว่าเป็นเหมือนกับพระจันทร์กลางกรุงย่างกุ้งซึ่งเต็มไปด้วยตึกสูงจนมองไม่เห็นแสงจันทร์  เช่นเดียวกับที่เธอมองไม่เห็นความรักของเขา
จนถึงปัจจุบันนี้บทเพลงของหมอนักแต่งเพลงท่านนี้วางแผงบนท้องตลาดไปแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งพันบทเพลง  โดยแบ่งเป็นเพลงพม่าประมาณ 500 เพลง เพลงไทยใหญ่มากกว่า 500 เพลง อังกฤษ 35 เพลง แต่ทั้งนี้เขาไม่เคยร้องหรือออกอัลบั้มเป็นของตัวเอง โดยเพลงของเขาส่วนใหญ่นั้นได้มอบให้กับจายทีแสง เพื่อนรุ่นน้องของเขา ที่คนส่วนใหญ่กล่าวชมว่าเป็นนักร้องเสียงดีเป็นผู้ขับร้อง และยังมีนักร้องชื่อดังอีกหลายคนที่ได้นำเพลงของไปร้อง เช่น จายสายมาว จายแสงจ๋อมฟ้า นางคำน้อยเล็ก(ลูกสาวคนโตของเขา) รวมทั้งวงดนตรี “เจิงแลว” [Freedom’s Way] ซึ่งเป็นอีกหนึ่งวงดนตรีเพื่อชีวิตที่มีชื่อเสียงของไทยใหญ่
ทั้งนี้มีเพลงซึ่งเป็นภาษาไทยใหญ่หลายอัลบั้มด้วยกันที่ฮิตติดอันดับ ซึ่งได้แก่ ผ่ายปุ้นลับสิ่งหลงไน่(ฟากโน้นของความมืด) ไตยหกเมืองเคอใหญ่(ไทยใหญ่หกยุค “ใหญ่”) ถึงป่าเห้วคนต๋ายลิบ(แด่..สุสานคนเป็น) ก้อแหนตาง(ผู้ชี้นำ “ทาง”) พองหน้าเมิงเหลิง(ช่วงที่บ้านเมืองเศร้า) อยู่กว่าก่อนวันมันไป่ถึง(รอไปก่อนวันยังไม่ถึง) และไตยตึ๊กตองอยู่(ไทยใหญ่ยังจำได้)
ด้านบุคลิกส่วนตัวของเขาเป็นคนสุขุม แฝงไว้ด้วยความเข้มขรึม เรียบง่าย ส่วนนิสัยส่วนตัวนั้น ชอบสวมใส่ชุดไทยใหญ่เป็นชีวิตจิตใจ ไม่ว่าจะอยู่ในบ้านหรือออกงานในที่ต่างๆ ส่วนงานของเขาที่ได้ทำอยู่ในปัจจุบันคือเป็นแพทย์ใหญ่ประจำโรงพยาบาลเมืองมัณฑะเลย์ในพม่าและมีตำแหน่งเป็นประธานชมรมอนุรักษ์ภาษาและวัฒนธรรมไทยใหญ่ในมหาวิทยาลัยทั่วย่างกุ้ง
ด้วยความสามารถหลายๆ อย่างของหมอจายคำเล็กที่กล่าวมาแล้ว ทำให้มีผู้คนทั้งในแวดวงผู้ใหญ่ นักร้อง นักเขียน รวมไปถึงวัยรุ่น ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “เขาเป็นปราชญ์ในด้านความคิดและความพยายาม ซึ่งยากที่จะมีใครเท่าเทียม” เพราะถึงแม้ว่าเขาจะพบกับอุปสรรค จนบางครั้งแทบจะแลกด้วยชีวิตก็ตาม แต่เขาก็ยังไม่ละความพยายาม จนในที่สุดทำให้เขาประสบความสำเร็จและเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง
ดังนั้น จึงไม่เกินเลยที่จะยกย่องให้เขาเป็นนักปราชญ์แห่งวงการเพลงไทยใหญ่   สุดท้ายนี้ผู้เขียนขอฝากคำคมซึ่งนักปราชญ์ท่านนี้เคยเขียนเอาไว้เตือนใจผู้คนว่า “เราคุยกันในที่มืด เรากระซิบกันที่ไม่มีใครเห็น หวังวันหนึ่ง หลังจากพรุ่งนี้ เราคงพบแสงสว่าง”
  လိူၼ်တႆး               
27/เมษายน/2016 
ขอบคุณข้อมูลจาก http://salweennews.org/