Articles by "ความรู้เกี่ยวกับผู้นำ"

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ความรู้เกี่ยวกับผู้นำ แสดงบทความทั้งหมด



ผู้ก่อตั้งหนุ่มศึกหาญซึ่งมีกำลังพลเพียง 31 คน เมื่อ 21.5.58
            เจ้าน้อยซอหยั่นต๊ะ (เสียชีวิต วันที่ 14 พฤศจิกายน 1996)เป็นบุตรของเจ้าขุนก่ำ เจ้าครองเมืองบ้านหม้อ กับแม่เจ้าทียอด โดยสายเลือด เป็นเจ้านายเผ่าไตเขิน ตัวเขามีเลือดเนื้อเป็นเจ้าในราชวงศ์ไต และเป็นกลุ่มแรก ที่ตั้งกองทัพขึ้นมาต่อสู้กับรัฐบาลพม่า ในนามของขบวนการหนุ่มศึกหาญ ซึ่งมีเจ้าน้อยซอหยั่นต๊ะเป็นผู้นำ
เมื่อนายพลเนวิน ปกครองประเทศด้วยอำนาจทหาร ก็ได้มีประกาศตั้งสิน บนทั้งจับเป็นและจับตาย  เป็นเงินถึง 5 แสนจัส นับว่าเป็นสินบนนำจับที่มีราคาแพง
            ในสมัยอูนุเป็นนายกรัฐมนตรี ก็ได้ติดต่อกับนายพลจีน แห่งกองพล 93 ซึ่งได้อพยพเข้ามาอยู่ทางชายแดนตอนใต้ ของรัฐฉาน ที่เมืองหาง เมืองต๋น และเมืองปั่น เพื่อหาทางจับกุม เจ้าน้อยซอหยั่นต๊ะ ตลอดคอยสอดแนมความเคลื่อนไหวของขบวนการกู้ชาติหนุ่มศึกหาญ แต่ก็ไม่สามารถจะทำลาย ผู้นำขบวนการได้สำเร็จ
            ต่อมาเจ้าน้อยซอหยั่นต๊ะ ได้ถูกขุนศึกคู่ใจ ที่เคยกอดคอร่วมทุกข์ร่วมสุข ต่อสู้กับกองทัพพม่ามาด้วยกัน ได้ทำการทรยศหักหลัง คุมกำลังพลในบังคับบัญชาของตน เข้าโจมตีค่ายของซอหยั่นต๊ะโดยไม่ทันตั้งตัว จนพ่ายแพะเสียที เขาผู้นั้นก็ไม่ไช่ใครอื่น คือ ขุนศึกส่างซอ
            ส่วนเจ้าน้อยซอหยั่นต๊ะ ได้หลบหนีมาอยู่ที่บ้านเชียงดาว จ.เชียงใหม่ พร้อมด้วยครอบครัว แต่การมาอยู่ที่บ้านเชียงดาว      เจ้าน้อยก็ต้องประสบกับเหตุการณ์อันไม่คาดหวัง คือมีทหารไตพร้อมทหารจีนฮ่อประมาณ 100 คน ได้บุกมายังบ้านที่เจ้าน้อยอาศัยอยู่ แต่เจ้าน้อยก็เอาตัวรอดไปได้ เนื่องจากทหารที่อารักขาได้ยิงปืนขึ้น 1 นัด ซึ่งบ่งบอกว่ามีเหตุการณ์อันไม่พึงปรารถนาเกิดขี้นเจ้าน้อยจึงกระโดดลงจากหน้าต่าง หลบเข้าพงป่าหญ้าไปทางทิศตะวันตกของบ้าน ซึ่งเป็นบริเวณป่ารก
            ทหารได้ยิงปืนขู่ขวัญคนในบ้านเพื่อไม่ให้หลบหนี พร้อมกับตะโกนว่า ทุกคนจงอยู่กับที่อย่าได้คิดหนีเป็นอันขาด เรามิได้ประสงค์จะทำร้ายใคร แล้วพร้อมกันนั้นก็ ได้ตรวจตราดูห้องทุกซอกทุกมุม แต่มิได้พบเจ้าน้อย แล้วทหารพวกนั้นก็สั่งการให้ทุกคนเก็บข้าวของเพื่อจะกลับไปยังแคว้นไต
            พอสายหน่อยเจ้าน้อยซอหยั่นต๊ะ หัวหน้าขบวนการหนุ่มศึกหาญ ออกมาจากบริเวณที่ซ่อน เข้ารายงานตัวกับ พ.ตต.วิชัย กลับเจริญ หลังจากนั้น ก็พาภรรยากลางนางหลู่ ซึ่งหนีรอดจากทหารมาได้  จึงพากันเข้าเชียงใหม่พื่อพ้นจากอันตรายชั่วคราว
            เจ้าน้อยซอหยั่นต๊ะ ซึ่งมึความห่วงใย ในเรื่องการกู้ชาติของไตยเป็นที่ตั้ง รองจากความห่วงใยในเรื่องนี่ ก็คือความเจ็บช้ำ ที่ถูกส่างซอ ลูกน้องเก่าทรยศ จึง   คอยสดับตรับฟ้งเหตุการณ์ในรัฐไตตลอดมา
            ในสมัยอังกฤษเข้ามาปกครอง เจ้าน้อยซอหยั่นต๊ะได้เข้าเป็นทหาร ในสังกัดกองทัพบกอังกฤษ เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 เจ้าน้อยได้ประจำการอยู่ที่ประเทศอินเดีย ต่อมาภายหลังพม่าได้เอกราชคืนจากอังกฤษแล้ว ได้ลงมติในรัฐสภา ให้เมืองบ้านหม้อเป็นรัฐกะฉิ่น เพราะมีชาวกะฉิ่นอพยพไปอยู่มากกว่าชาวไตผู้เป็นเจ้าเดิม แม้ผู้ครองเมืองจะเป็นเจ้าฟ้าไตก็ตาม การกระทำของพม่าเช่นนี้ เจ้าน้อยซอหยั่นต๊ะ ซึ่งเป็นทายาทของขุนก่ำไม่พอใจเป็นอย่างมาก แต่ก็ทำอะไรไม่ได้
            เจ้าน้อยซอหยั่นต๊ะ ซึ่งเป็นนักการทหาร ไม่ใช่นักการเมือง แต่การเมืองเข้ามาเล่นงานจนได้ เมื่อให้บ้านหม้อเป็นรัฐของกะฉิ่นแล้ว ขุนก่ำก็ต้องถูกปลดจากตำแหน่งเจ้าฟ้า และไม่แต่ขุนก่ำเท่านั้น บรรดาเจ้าฟ้าอีกหลายเมืองก็ถูกปลดเช่นเดียวกัน ต่างเดือดร้อนต้องทิ้งบ้านเรือนหลบหนีกัน
            เจ้าน้อยซอหยั่นต๊ะ พร้อมด้วยเจ้าน้อยอ่องแห่งเมืองคำตี เจ้าขุนคำแหลงผู้เป็นญาติสนิทได้พากันไปพบเจ้าห่มฟ้า เจ้าเมืองแสนหวี เพื่อปรึกษาเรื่องที่พม่ายกเอาเมืองของตนไปเป็นรัฐกะฉิ่น เท่ากับเป็นการทำลายล้าง กำลังของพวกไตโดยทางอ้อม
            แต่ไม่มีทางแก้ไขอย่างไรเพราะทหารพม่าเต็มเมืองไปทุกเมือง ในที่สุดเจ้าห่มฟ้า เลยชวนเจ้าน้อยซอหยั่นต๊ะ อดีตในร้อยโทหนุ่ม ให้อยู่ช่วยงานของการรวมชาติไต ในเมืองแสนหวี
            แต่นั้นมาเจ้าน้อยซอหยั่นต๊ะ ก็ได้มีหน้าที่เป็นผู้ประสานงาน ระหว่างเจ้าฟ้าเมืองแสนหวี กับเจ้าฟ้าเมืองอื่น ๆ ทำให้กว้างขวางในวงการเมืองของรัฐฉาน มากขึ้นตามลำดับ และทำให้วงการรัฐบาลพม่าจับตาดูอย่างไม่คลาดสายตา เพราะรายงานจากสายลับของอูนุว่า นายทหารหนุ่มแห่งอดีตกองทัพอังกฤษ ได้รับความไว้วางใจ จากบรรดามุขบุรุษของชาวไตมาก และกำลังดำเนินการติดต่อที่จะแยกอำนาจการปกครองไปจากรัฐบาลพม่า หลังจากที่ร่วมเป็นสหายกันมาสิบปี
            เจ้าน้อยซอหยั่นต๊ะ ได้ปราศรัยและถ่ายถามความคิดเห็นของ บรรดากำนัน ผู้ใหญ่บ้าน พระสงฆ์ ตลอดจนพ่อค้าและประชาชนทั่วไป ชนชาวไตทั้งหลาย นับตั้งแต่ เมืองกึ๋ง เมืองลายค่า เมืองหนอง เมืองปั่น เมืองโต๋น เมืองสาด เมืองหมอกใหม่ เมืองพยาก เมืองเป็ง เมืองยอง แล้วมีเสียงเห็นพ้องต้องกันว่า ชาวไตทั้งหมดควรจะแยกตัวออกเป็นชาติเอกราช และนั้งประเทศขึ้นเป็นอิสระ โดยไม่ขึ้นกับพม่า
            เจ้าน้อยซอหยั่นต๊ะ ได้ทำความรู้จำกับหัวหน้าชาวไตในเมืองเหล่านั้น อย่างกว้างขวางแล้ว ได้นำเรื่องราวต่างๆ มาบรรยายให้เจ้าฟ้าทราบถึงความคิดเห็นและความต้องการของประชาชนว่าเป็นอย่างไร
            อีกด้านหนึ่งก็ ได้มีพระสงฆ์ผู้รักชาติ เช่น พระปั่นติต๊ะ ออกเทศน์สั่งสอนประชาชน เกี่ยวกับ การกู้ชาติ ให้ประชาชนฟัง บรรจบกันทั้งสองฝ่าย พระปั่นติต๊ะองค์นี้ เคยไปขอให้ อูนุ ปล่อยตัวเจ้าน้อยซอหยั่นต๊ะตอนที่ถูกจับไปขัง โดยไม่มีหลักฐานการทำผิด ต่อมาคนทั้งสอง ก็ได้ร่วมมือกันตั้งขบวนกู้ชาติหนุ่มศึกหาญขึ้นมา
            แม้รัฐบาลพม่า พม่าได้ยอมปล่อยตัวเจ้าน้อยซอหยั่นต๊ะมาแล้ว ก็ได้ติดตามดูพฤติกรรมของเขาตลอด การตั้งขบวนการกู้ชาติหนุ่มศึกหาญขึ้นมานั้น ทางพม่าได้ทุ่มเทเงินหลายล้าน เพื่อทำลายล้างขบวนการนี้ให้ได้ เพราะถือว่าเป็นอันตรายต่อรัฐบาลพม่าอย่างมาก และได้ทำการโฆษณาให้ประชาชนเข้าใจผิดว่า เจ้าน้อยซอหยั่นต๊ะ มิใช่เป็นเชื้อสายชนชาติไต แต่เป็นจีนฮ่อ บางทีโฆษณาหาว่า หัวหน้าขบวนการกู้ชาติ ที่อยู่ทางชายแดนติดต่อกับประเทศไทย ได้ยักยอกเบียดเบียนเอกเงินทองทรัพย์สินที่ประชาชน พ่อค้าบริจาคให้ซื้ออาวุธ และดำเนินการกู้ชาติ ไปบำรุงบำเรอความสุขของตนเองและพักพวกหมดสิ้น ไม่ได้ช่วยชาติอย่างแท้จริง การโฆษณาเช่นนี้  ได้ทำให้พ่อค้า ประชาชน ที่เสียสละ พากันหมดศรัทธาต่อผู้กู้ชาติ ซึ่งทำงานลำบากอดอยากอยู่ในป่า
        เครื่องมือการทำลายล้าง ขบวนการกู้ชาติที่พม่าใช้อย่างได้ผล ก็คือพวกทหารจีนกองพล 93 ที่รัฐบาลพม่าจ้างไว้ พวกทหารจีนกองพล 93 ได้กระจัดกระจายอยู่ตามชายแดนรัฐฉานและชายแดนไทย นอกจากใช้กำลังคอยจู่โจม กองกำลังกู้ชาติหนุ่มศึกหาญแล้ว ก็ยังมีจีนฮ่อลูกครึ่งในประเทศไทย คอยถ่ายทอดข่าว จากกองพล 93 กล่าวร้ายป้ายสีขบวนการกู้ชาติอยู่เป็นประจำ
            แต่อย่างไรก็ตาม เจ่าน้อยซอหยั่นต๊ะ ก็ยังยืนหยัดกับพี่น้องขบวนการกู้ชาติ อย่างอยู่ยงคงกระพัน เมื่อปลอดภัยจากลูกน้องผู้ทรยศ และถูกฝ่ายพม่าใช้ทหารจีนฮ่อ บุกเข้าจับตัวที่เชียงดาวแล้ว เจ้าน้อยซอหยั่นต๊ะ ก็ได้รวบรวมพลพรรคที่สนิทกัน เป็นกองกำลังขบวนการกู้ชาติ ย้อนกลับเข้าไปสู่รัฐฉานอีกครั้ง 
เกิดบนแผ่นดินใดแล้วไม่ทำประโยชน์ให้กับแผ่นดินนั้นเป็นสิ่งที่หน้าอาย
ถึงแม้ตัวจะตายสลายไป แต่ชื่อเสียงและประวัติความกล้าหาญของท่านยังอยู่
ที่มาwww.taiyai.net
လိူၼ်တႆး 26/พ.ย.2016




ปัญหาใหญ่ของผู้บริหารระดับกลางในปัจจุบัน คือ ไม่สามารถ ทำให้งานสำเร็จตามเป้าหมาย ที่วางไว้ได้เพราะทีมงานขาดประสิทธิภาพ ทำให้เป็นที่สงสัยว่าจะทำอย่างไร จะทำให้งานสำเร็จลุล่วงได้ตามเป้าหมายที่วางไว้  จากประสบการณ์ การบริหารงานพบว่า ผู้บริหารระดับกลางส่วนใหญ่ ขาดการคิดเชิงกลยุทธ์ และขาดทักษะเรื่องบริหารคน ถึงแม้ว่าจะมีความรู้ ความสามารถ ในงานที่ตัวเองรับผิดชอบอยู่ก็ตาม เพราะโดย ตำแหน่งแล้วผู้บริหารไม่สามารถทำงานได้ ด้วยตัวเองเพียงคนเดียว อีกต่อไป ต้องบริหารงานผ่านทีมงานเป็นหลัก ดังนั้นหัวข้อสำคัญจึงอยู่ที่ 2 เรื่องหลัก คือ
  1. การคิดเชิงกลยุทธ์ 
  2. ภาวะความเป็นผู้นำ
การพัฒนาผู้บริหารระดับกลางจึงต้องให้ความสำคัญ ทั้ง 3 ด้าน คือ
  1. ความรู้ความสามารถในงาน 
  2. การคิดเชิงกลยุทธ์
  3. การพัฒนาภาวะผู้นำเพื่อให้ผู้บริหารระดับกลางพัฒนาตัวเอง เป็นผู้บริหารระดับกลางที่มีประสิทธิภาพ
      ผู้บริหารระดับกลางที่มีประสิทธิภาพ จะทำให้รูู้จักตัวเอง, รู้จักพนักงาน, รู้จักองค์กรและมีทัศนคติเชิงบวก ทำให้การบริหารงานได้ตรงตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้  อย่างสัมฤทธิผลสำคัญโดยง่าย เมื่อผู้บริหารระดับกลาง พัฒนาทีมงานโดย จัดการทำเอง จัดการพนักงาน จัดองค์การให้เหมาะสมและบริหารอย่างสร้างสรรค์แล้ว ก็จะกลายเป็นผู้บริหารระดับกลางที่ทรงคุณค่า พร้อมที่จะก้าวต่อไปเป็นผู้บริหารระดับสูงได้

ผู้บริหารระดับกลางที่ทรงคุณค่าจะประกอบไปด้วย ความรู้ความสามารถในด้านต่าง ๆ อย่างครบถ้วน ดังนี้ี้
  1. มีความสามารถด้านการบริหารจัดการอย่างดี
  2. มีความเป็น ผู้นำ 360 องศา
  3. สามารถวางแผนเชิงกลยุทธ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  4. มุ่งมั่นให้บรรลุเป้าหมายที่วางไว้
  လိူၼ်တႆး       
04/February/2014


การแต่งตั้งผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน
การออกจากตำแหน่งของผู้ใหญ่บ้าน และผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน



มาตรา ๑๒ ผู้ที่จะได้รับเลือกเป็นผู้ใหญ่บ้านต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้
(๑) มีสัญชาติไทยโดยการเกิด
(๒) อายุไม่ต่ำกว่ายี่สิบห้าปีบริบูรณ์ในวันรับเลือก
(๓) มีภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่เป็นประจำ และมีชื่อในทะเบียนบ้านตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎรในหมู่บ้านนั้นติดต่อกันมาแล้วไม่น้อยกว่าสองปีจนถึงวันเลือกและเป็นผู้ที่ประกอบอาชีพเป็นหลักฐาน
(๔) เป็นผู้เลื่อมใสในการปกครองตามรัฐธรรมนูญด้วยความบริสุทธิ์ใจ
(๕) ไม่เป็นภิกษุ สามเณร นักพรต หรือนักบวช
(๖) ไม่เป็นผู้มีร่างกายทุพพลภาพจนไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ วิกลจริต จิตฟั่นเฟือน ไม่สมประกอบ ติดยาเสพติดให้โทษ หรือเป็นโรคตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยประกาศกำหนดในราชกิจจานุเบกษา
(๗) ไม่เป็นสมาชิกรัฐสภา สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น ข้าราชการการเมือง ข้าราชการประจำ พนักงาน เจ้าหน้าที่ หรือลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐ หรือของรัฐวิสาหกิจ หรือขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือลูกจ้างของส่วนราชการ หรือลูกจ้างของเอกชนซึ่งมีหน้าที่ทำงานประจำ
(๘) ไม่เป็นผู้มีอิทธิพลหรือเสียชื่อในทางพาลหรือทางทุจริต หรือเสื่อมเสียในทางศีลธรรม
(๙) ไม่เป็นผู้เคยถูกให้ออก ปลดออก หรือไล่ออกจากราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพราะทุจริตต่อหน้าที่ และยังไม่พ้นกำหนดเวลาสิบปีนับแต่วันถูกให้ออก ปลดออก หรือไล่ออก
(๑๐) ไม่เป็นผู้เคยต้องรับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุด เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาท หรือความผิดลหุโทษ และยังไม่พ้นกำหนดเวลาสิบปีนับแต่วันพ้นโทษ
(๑๑) ไม่เป็นผู้เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดว่ากระทำผิดเกี่ยวกับกฎหมายว่าด้วยป่าไม้ กฎหมายว่าด้วยป่าสงวนแห่งชาติ กฎหมายว่าด้วยการสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า กฎหมายว่าด้วยอุทยานแห่งชาติ กฎหมายว่าด้วยศุลกากร กฎหมายว่าด้วยอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน ในฐานความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน หรือวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ กฎหมายว่าด้วยที่ดิน ในฐานความผิดเกี่ยวกับที่สาธารณประโยชน์ กฎหมายว่าด้วยยาเสพติด กฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้ง และกฎหมายว่าด้วยการพนัน ในฐานความผิดเป็นเจ้ามือหรือเจ้าสำนัก
(๑๒) ไม่เป็นผู้เคยถูกให้ออกจากตำแหน่งตามมาตรา ๑๔ (๖) หรือ (๗) และยังไม่พ้นกำหนดเวลาสิบปีนับแต่วันถูกให้ออก
(๑๓) ไม่เป็นผู้เคยถูกลงโทษให้ออก ปลดออก หรือไล่ออกจากตำแหน่งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ประจำตำบล หรือผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือน และยังไม่พ้นกำหนดเวลาสิบปีนับแต่วันถูกให้ออก ปลดออกหรือไล่ออก
(๑๔) มีพื้นความรู้ไม่ต่ำกว่าการศึกษาภาคบังคับ หรือที่กระทรวงศึกษาธิการเทียบไม่ต่ำกว่าการศึกษาภาคบังคับ เว้นแต่ในท้องที่ใดไม่อาจเลือกผู้มีพื้นความรู้ดังกล่าวได้ ผู้ว่าราชการจังหวัดโดยอนุมัติรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย อาจประกาศในราชกิจจานุเบกษายกเว้นหรือผ่อนผันได้



04/February/2014



วันนี้ขอพูดคุยในส่วนของผู้บริหาร เพื่อให้ผู้บริหารได้ตระหนักถึงการเป็นผู้บริหารที่ดีควรเป็นอย่างไร และทำให้ผู้บริหารทุกท่านประเมินการทำงานของลูกน้องด้วยความยุติธรรมอย่างแท้จริง เรามาดูกันนะครับว่าคุณสมบัติของการเป็นผู้บริหารที่ดีมีอะไรบ้าง
1.มีภาวะผู้นำ 


ผู้บริหารต้องมีศิลปะในการครองใจคน สามารถจูงใจคนให้เต็มใจร่วมมือหรือให้การสนับสนุน เป็นนักประสานความเข้าใจของทุกฝ่าย สามารถบริหารความขัดแย้งระหว่างบุคคลและประสานประโยชน์ให้เกิดกับองค์กรได้


2.มีเมตตาธรรม 

ไม่มีอคติ คือลำเอียงด้วยความชังหรือรัก ไม่เอาเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย การตำหนิหรือลงโทษผู้ใต้บังคับบัญชาต้องลงโทษด้วยเมตตา ไม่ใช่ด้วยอารมณ์โกรธแค้นส่วนตัว 

นักบริหารที่เป็นผู้นำขององค์กรยังต้องรู้จักสละประโยชน์ส่วนตนเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ต้องรู้จักแสดงน้ำใจกับเพื่อนร่วมงานและลูกน้องในโอกาสอันสมควร และสิ่งสมควรที่จะต้องมีอย่างยิ่งคือ 

ความรู้จักอดกลั้นและอดทนทั้งทางอารมณ์และจิตใจ สุดท้ายคือการรู้จักให้อภัย ไม่อาฆาตแค้น เรื่องที่แล้วก็ให้แล้วกันไป ถ้าผู้บริหารมีเมตตาธรรมรู้จักให้อภัย จะทำให้เกิดบรรยากาศที่ดีในการทำงาน 


3.ต้องอยู่บนพื้นฐานของเหตุผลและความถูกต้อง 

ในการทำงานถ้ามีหลักการที่ชัดเจน การทำงานก็จะง่าย สะดวก เร็วขึ้น มีความเป็นธรรม และตัดสินใจปัญหาต่าง ๆ ได้แม่นยำ 


4.เป็นนักคิด นักวิเคราะห์ 

นักบริหารที่ดีต้องคิดสร้างสรรค์ให้บังเกิดสิ่งที่เป็นไปได้ และต้องมีความสามารถในการจัดระบบความคิดให้เชื่อมโยง มองถึงองค์กรรวมของปัญญาทั้งหมด นอกจากการคิดอย่างมีระบบแล้ว ยังต้องรู้จักวิเคราะห์สถานการณ์ต่าง ๆ ได้ชัดเจน มีความสามารถในการคิดแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ 


5.มีการสร้างวิสัยทัศน์ 

นักบริหารที่มีความสามารถต้องมองเห็นเหตุการณ์ในอนาคตออกและคาดการณ์ได้อย่างแม่นยำ ด้วยสายตาที่กว้างไกล จากประสบการณ์ที่สะสมมานานปี ด้วยการศึกษาและพัฒนาอย่างต่อเนื่องยาวนาน มองเห็นภาพรวมทั้งระบบ ข้อมูลที่ถูกต้องสมบูรณ์ 


6.มีทักษะหลายด้าน 

นอกจากจะเป็นนักคิด นักวิเคราะห์แล้ว ยังต้องมีทักษะในเรื่องต่อไปนี้ ทักษะในการตัดสินใจ ต้องมีการจัดการที่ดี มีทีมงานที่แข็งแกร่ง มีข้อมูลที่ถูกต้องมากพอและทันสมัย ทักษะในการแก้ไขปัญหา ทักษะในการสร้างทีมงาน 


7.รอบรู้และมีข้อมูลที่ทันสมัย 

เพราะการมีข้อมูลที่ดีช่วยให้การตัดสินใจถูกต้อง แม่นยำขึ้น จึงต้องรู้ลึก รู้รอบ รู้กว้าง รู้ไกล กระตือรือร้นอยู่เสมอ เป็นนักอ่าน ขยันใฝ่หาความรู้ ช่างสังเกต รู้จักฟัง 


8.รู้และเข้าใจบทบาทหน้าที่ทันสมัย 

รู้ว่าขณะนี้ตนเป็นใคร มีบทบาทและมีอำนาจหน้าที่อย่างไร เพื่อที่จะสวมบทบาทและแสดงบทบาทตามอำนาจหน้าที่ความรับผิดชอบที่มีอยู่ได้อย่างถูกต้องเหมาะสม ไม่เข้าไปก้าวก่ายงานในหน้าที่รับผิดชอบของคนอื่น 


9.กล้าตัดสินใจ 

ในหลักวิชาการบริหารกล่าวกันว่า สิ่งที่ยากที่สุดของนักบริหารคือ การตัดสินใจ แม้จะมีข้อมูลครบถ้วนในมือแต่ก็ไม่กล้าตัดสินใจ เพราะขาดความมั่นใจ กลัวที่จะต้องรับผิดชอบกับผลที่เกิดจากการตัดสินใจนั้น องค์กรใดที่มีผู้บริหารแบบนี้องค์กรนั้นคงเจริญเติบโตได้ยาก มองไม่เห็นอนาคตด้านความเจริญก้าวหน้า 


10.มียุทธวิธีและเทคนิค 

กลยุทธ์เป็นปัจจัยสำคัญหนึ่งที่จะนำไปสู่ความสำเร็จของงาน ส่วนเทคนิคจะช่วยประหยัดเวลาและทรัพยากรอื่น ๆ มิให้สิ้นเปลือง เทคนิคที่ดีไม่ควรมีความสลับซับซ้อนมากเกินไป สามารถเข้าใจและง่ายต่อการปฏิบัติให้เกิดผลสำเร็จได้

04/FEBRUARY/2014


ปัจจุบันเราจะประสบปัญหา เรื่อง วิกฤติผู้นำกันอยู่ในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับประเทศ, องค์กร หรือหน่วยงานต่างๆ เพราะดูเหมือนเราจะหาผู้นำที่เป็น “ของแท้” หรือ ผู้นำที่ “น่าเชื่อถือ” จริงๆ นั้นยากมาก การสร้างให้คนในองค์กรมีภาวะความเป็นผู้นำ (Leadership) นับว่ามีความสำคัญอย่างมาก เพื่อที่จะทำให้องค์กรพร้อมรับกับการเปลี่ยนแปลง (Change) ซึ่งเกิดขึ้นอย่างรุนแรงมากในขณะนี้

นิยาม “ผู้นำ” ในด้านต่างๆ มีมากมาย หลากหลายทฤษฎี ขึ้นอยู่กับว่าใครจะชอบแบบไหน และแต่ละคนนั้นก็มี Style ของความเป็นผู้นำที่แตกต่างกัน ดังนั้น การจะบอกว่า ผู้นำแบบดีกว่ากันนั้น คงไม่สามารถบอกได้ และไม่สมควรที่จะนำมาพูดกันด้วย เพราะผู้นำแต่ละแบบก็มีข้อดี- ข้อเสียแตกต่างกัน รวมทั้งยังขึ้นอยู่กับสถานการณ์ที่แตกต่างกัน ภาวะความเป็นผู้นำก็อาจแตกต่างันไปด้วย

สิ่งที่สำคัญที่สุดน่าจะเป็นเรื่องของ ภาวะความเป็นผู้นำของตัวเราเอง มากกว่าว่า เราสามารถที่จะเป็นผู้นำได้ดีแค่ไหน มีความน่าเชื่อถือจากบุคคลอื่นๆ มากน้อยอย่างไร สามารถบอกได้หรือไม่ว่าเราเป็นผู้นำ “ของแท้” เพราะความเป็นผู้นำนั้นอยู่ภายในตัวเรา แล้วเราแสดงออกมาให้ผู้อื่นได้รับรู้ ไม่ใช่ตำแหน่ง หรือสิ่งที่เราบอก ดังนั้นการพัฒนาภาวะความเป็นผู้นำในตัวเองให้แข็งแกร่ง ย่อมเป็นประโยชน์ต่อเรามากที่สุด

ผมขอแนะนำแนวความคิดของคุณสมบัติความเป็นผู้นำที่เด่นๆ บางส่วนมาแลกเปลี่ยน เพื่อเป็นมุมมองสำหรับการพัฒนาตัวเอง ของแต่ละคน ที่ชอบคุณสมบัติไหนเป็นพิเศษ ก็หยิบไปพัฒนาตัวเองได้ ไม่ต้องรอให้ใครมาบอกคุณสมบัติเหล่านี้ ผมใช้ประสบการณ์ของตัวเอง ในการอ่านหนังสือ, การบริหารงาน, การเป็นที่ปรึกษา, การเป็นโค้ช และสังเกตจากบุคคลที่ประสบความสำเร็จทั่วๆไป มาเขียนเป็นแนวความคิดของผม ดังนี้ครับ

• การมีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน
ผู้นำต้องมีความฝัน (วิสัยทัศน์) ที่ชัดเจน และยึดมั่นต่อความฝันของตัวเองอย่างแน่วแน่ เพื่อไม่ให้ผู้ตามไขว้เขว และวิสัยทัศน์ของเรานั้นหากยิ่งใหญ่ และชัดเจนเท่าใด ก็จะทำให้มีผู้ตามมากขึ้นเท่านั้น หากเราไม่มีความฝัน ก็ยากที่จะมีผู้ตาม เพราะผู้อื่นจะไม่รู้ว่าเราจะไปที่ไหนก็เลยไม่รู้ว่าจะไปทำไม

• ความเชื่อมั่นในตัวเองหากไม่เชื่อมั่นว่าจะทำได้ เราไม่มีวันที่จะทำได้แน่นอน ถ้าทำได้ก็แสดงว่า ฟลุ๊ก ดังนั้นความเชื่อมั่นในตัวเอง ต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง ก่อนการลงมือทำ ถ้าเราไม่เชื่อมั่นในตัวเองใครจะมาเชื่อมั่นในตัวเรา ทัศนคติเชิงบวกจะช่วยให้เราเชื่อมั่นในศักยภาพของเรามากขึ้น โดยเราต้องบอกตัวเอง อยู่เสมอๆ ว่า “เราทำได้!” แล้วเราก็จะทำสำเร็จได้จริงๆ

• ความมุ่งมั่น ทุ่มเท ในแผนงานอย่างต่อเนื่องผู้นำต้องเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับผู้ตามหรือทีมงาน ถ้าเราไม่มุ่งมั่น ทุ่มเท กับแผนงานที่เราคิดและเขียนขึ้นมาอย่างต่อเนื่องแล้ว เราคงไม่สามารถบอกให้ผู้อื่นทุ่มเทได้ เพราะผู้นำเป็นอย่างไร ผู้ตามก็จะเป็นอย่างนั้น ลองสังเกตดูได้เวลาที่เรารู้สึกขี้เกียจสักพักจะเห็นน้องๆ เริ่มเฉื่อยๆ เลยครับ

• การสื่อสารความเข้าใจกับผู้อื่นวิสัยทัศน์ และแผนงานของเรา ต้องได้รับการยอมรับจากทีมงาน มิเช่นนั้น เราก็ต้องทำงานคนเดียว ซึ่งก็คงไม่สำเร็จแน่นอน ดังนั้นต้องให้แน่ใจว่าการสื่อสารของเราไปถึงทีมงานนั้น ได้รับการตอบรับอย่างดี ทุกคนเข้าใจในเรื่องที่เราสื่อสารอย่างชัดเจน ดังนั้นการสื่อสารจึงต้องมุ่งเน้นที่ผู้ฟังเป็นสำคัญ ต้องใช้ ข้อความและภาษาที่เหมาะกับเขา เป็นหลัก มิใช่พูดแบบเดิมกับทุกกลุ่ม ซึ่งจะไม่ได้ผลแน่นอน

• รับฟังผู้อื่นอย่างตั้งใจการรับฟังเป็นเรื่องที่สำคัญมากสำหรับผู้นำ เพราะการรับฟังทำให้ผู้นเข้าใจผู้อื่น เพราะหากเราต้องการนำใครแล้ว เราควรเข้าใจในความต้องการของเรา มิเช่นนั้นเราก็จะไม่ได้ความไว้วางใจจากเขาเลย เมื่อผู้นำรับฟังผู้อื่น มากขึ้น ผู้อื่นก็จะรับฟังผู้นำอย่างเต็มใจ แต่ปัจจุบัน ผู้นำหลายคนไม่ค่อยฟังผู้อื่น ส่วนใหญ่แล้วจะยึดถือความคิดของตัวเองเป็นหลักมากกว่า

• การมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีเยี่ยมเราไม่สามารถทำงานคนเดียวได้ ดังนั้นเราจึงควรเป็นผู้นำ360องศา คือเป็นผู้นำรอบทิศทาง ดังนั้นคุณสมบัติความมีมนุษยสัมพันธ์กับบุคคลรอบด้านที่ดีเยี่ยม ก็จะทำให้เราสามารถทำงานร่วมกับบุคคลต่างๆ ได้เป็นอย่างดี และจะได้รับความร่วมมือที่ดี สุดท้ายงานก็จะบรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมายได้

• ความมีใจรักในงานที่ทำไม่มีใคราทำอะไรได้ดี ในสิ่งที่ตัวเองไม่อยากทำ และคนส่วนใหญ่ก็จะทำในสิ่งที่ตัวเองรักอย่างจริงจัง และมีความสุขจึงลืมความเหน็ดเหนื่อยไปเลย ผู้นำที่มีความรักในงานที่ทำอย่างลุ่มหลง ก็จะทำงานนั้นอย่างเต็มที่ ไม่ย่อท้อ แม้ว่าจะเจออุปสรรคต่างๆ มากมาย ก็จะทำให้ผู้ตามมองเห็น และอยากร่วมงานนั้นมากขึ้น เพราะพลังที่ผู้นำใช้ในการทำงานก็จะแพร่ไปถึงผู้ตามด้วยเช่นเดียวกัน ทำให้ทีมงานกระตือรือร้นในเป้าหมายนั้นร่วมกัน

• การรู้จักแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์บทพิสูจน์ผู้นำที่แท้จริง คือ การเผชิญกับปัญหาแล้วสามารถแก้ไขได้อย่างสร้างสรรค์ ไม่ถอยหนีแม้ว่าจะยุ่งยากแค่ไหนก็ตาม ผู้นำมักจะอยู่ด้านหลังเวลางานนั้นสามารถได้ผลสำเร็จตามเป้าหมาย แต่ผู้นำจะออกมายืนแถวหน้าทันที เมื่องานนั้นพบกับปัญหาที่คาดไม่ถึงเกิดขึ้น และผู้นำประเภทนี้แหละที่ทีมงานต้องการและไว้วางใจที่สุด

• ความเป็นผู้รับผิดชอบอย่างแท้จริงผู้นำ จะรับทั้งผิดและชอบ ในผลงาน ไม่ว่าผลลัพธ์ จะเป็นเช่นไร ก็ตาม ความรับผิดชอบเป็นคุณสมบัติที่ผู้นำหลายคนประกาศก้องกันก่อนทำงานว่า ยินดีรับผิดชอบทุกอย่าง และเมื่อนั้น ทีมงานก็จะมีหัวใจพองโต ที่พร้อมจะลุยไปข้าหน้าร่วมกับผู้นำเอง แต่หากผู้นำขาดความรับผิดชอบ แล้วไซด์ เชื่อได้เลยว่า คุณคงต้องเดินโดยลำพังแน่นอนเลย

คุณสมบัติความเป็นผู้นำ เด่นๆ เหล่านี้ ผมใช้ในการฝึกฝนตัวเอง อยู่เรื่อยๆ อย่างสม่ำเสมอ ทุกๆ วัน เพราะผมมีความเชื่อว่า การสร้างภาวะความเป็นผู้นำ (Leadership) เป็นเรื่องที่ “ทำได้” และต้องพัฒนาไปเรื่อยๆ ไม่สามารถหยุดได้ เพราะเรื่องภาวะผู้นำเป็นสิ่งที่เรียนรู้ไม่จบสิ้น จึงอยากเชิญชวน ให้พวกเราลองนำไปพัฒนาตัวเองดู แล้วคอยสังเกตดูว่าตัวเราเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่ โดยการสังเกตกับคนรอบข้างเราก็ได้

จากประสบการณ์ของผม ที่เกิดกับตัวเอง และเกิดกับ Coachee หลายๆ คนที่พัฒนาตัวเองเพื่อให้มีภาวะความเป็นผู้นำสูงขึ้นนั้น จะเกิดจากความรู้สึกว่าคนรอบข้างเราเปลี่ยนไป เมื่อปฏิบัติกับเรา เช่นตั้งใจฟังเรามากขึ้น, กลัวเราน้อยลง, อยากพูดคุยกับเรามากขึ้น, ทำในสิ่งที่เรามอบหมายให้ดีขึ้น เป็นต้น แรกๆ ผมก็งงว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมหลายๆคน เปลี่ยนแปลงไป (แต่ผมก็ชอบนะครับ) สุดท้ายมานั่งวิเคราะห์อีกที พบว่าเป็นเพราะเราเปลี่ยนแปลงไปนี่เอง เลยทำให้ ผู้อื่นรู้สึกในภาวะความเป็นผู้นำของเรามากขึ้น เสมือนหนึ่งว่าเรามีอิทธิพล(Influence) ต่อเขามากขึ้น สิ่งใดที่เรามอบหมายก็จะได้รับการตอบสนองในด้านที่ดีขึ้นอย่างผิดหูผิดตาไปเลย

ความหมายของภาวะความเป็นผู้นำ มีมากมาย ผมขอนำมาเป็นตัวอย่าง เพื่อเป็นแง่คิด สำหรับการพัฒนาตัวเอง ดังนี้ครับ

ภาวะความเป็นผู้นำ… คือ• การแบกรับความรับผิดชอบในขณะที่ผู้อื่นสรรหาคำแก้ตัว
• จุดแรงบันดาลใจ วาดภาพให้ผู้อื่นมองเห็นศักยภาพในการทำประโยชน์ ที่ซ่อนอยู่ในตัวเขา
• การมองเห็นโอกาสในขณะที่ผู้อื่นมองเห็นวิกฤต
• การทำฝันให้เป็นจริง
• ความกล้าที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเอง โดยไม่กลัวความล้มเหลว
การพัฒนาภาวะความเป็นผู้นำ จึงไม่ใช่เป็นเรื่องไกลตัว หรือไปทำกันเมื่อขึ้นเป็นผู้จัดการ หรือผู้บริหารแล้วเท่านั้น แต่ควรเรียนรู้ และพัฒนาตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อทำให้การขึ้นสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้นนั้น มีความพร้อมอย่างเต็มเปรี่ยมทั้งด้านทักษะการทำงาน (Hard Skill) และภาวะความเป็นผู้นำ (Soft Skill) หากองค์กรใดให้ความสำคัญเรื่องภาวะความเป็นผู้นำกับบุคคลทุกระดับแล้ว ก็จะทำให้องค์กรนั้นพร้อมรับกับการเปลี่ยนแปลง และการแข่งขันในทุกระดับได้ โดยไม่ต้องกังวลใจเลย


23/FEBRUARY/2014





องค์กรต่างๆ คาดหวังให้ผู้จัดการ เป็นผู้ที่ทำให้เกิดผลงาน ดังนั้น เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของผู้จัดการ หลายๆองค์กร จึงต้องการหลักสูตรการพัฒนาผู้นำ ผู้จัดการจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้วิธีจูงใจและวิธีการบริหารงานที่เหมาะสม และต้องรู้ด้วยว่าควรที่จะทุ่มเทพลังงานของตนในเรื่องใด จากผลการวิจัย แสดงให้เห็น ผู้จัดการที่ให้ความสำคัญในเรื่องผลผลิตหรือผลลัพธ์ มีประสิทธิภาพน้อยกว่า ผู้จัดการที่ให้ความสำคัญกับการสนับสนุนพนักงานที่เป็นผู้ลงมือทำงานนั้นๆ กล่าวคือ การเปลี่ยนไปให้ความสำคัญ ต่อการสนับสนุนพนักงาน และสร้างความสมดุลระหว่างความต้องการขององค์กรกับความต้องการของพนักงาน จะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่โดดเด่นของหน่วยงาน ผู้จัดการ และหัวหน้างาน ที่ไม่ว่าจะเพิ่งเริ่มงาน หรือมีประสบการณ์มาแล้วก็ตาม สามารถเรียนรู้ที่จะเพิ่มประสืทธิภาพในการทำงาน ควบคู่ไปกับ การยกระดับความพอใจของพนักงานได้เช่นเดียวกัน
หลักสูตร ทักษะการเป็นผู้นำ และผู้บริหาร (The Leader Manager – TLM) เป็นหลักสูตรที่ให้แนวคิด และทักษะ ที่ผู้นำสามารถช่วยให้ หน่วยงานของตน ได้ทั้งผลงาน และความพึงพอใจ ที่เป็นส่วนผสม ระหว่าง ผลงานที่โดดเด่น และความพึงพอใจที่มากขึ้น จากการทำงานที่มีคุณค่าให้ประสบความสำเร็จ ผู้นำ จะได้เรียนรู้ ถึงการให้การสนับสนุน พนักงานในหน่วยของของตน โดยใช้ ปัจจัย 5 ประการ ในการตอบสนองความต้องการของพนักงาน
หลักสูตร ทักษะการเป็นผู้นำ และผู้บริหาร เป็นหลักสูตร เร่งรัด ที่ส่งเสริมการเรียนรู้ และพัฒนาทักษะที่เกี่ยวกับสิ่งที่สำคัญที่ผู้นำควรปฎิบัติ เพื่อให้เกิดผลงานที่ดีที่สุดจากพนักงาน
พนักงานผู้ที่สามารถสร้างผลงานที่โดดเด่น จะมีประสิทธิภาพในการทำงานเพิ่มมากขึ้น และมีความพึงพอใจในการทำงานเพิ่มมากขึ้น ผู้นำ ที่สามารถกระตุ้นให้เกิด ผลงาน และความพึงพอใจ ย่อมเป็นผู้นำ ที่ทำให้เกิดผลลัพธ์แก่องค์กร ตลอดไป
04/FEBRUARY/2014



เรื่องของผู้นำนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญมาก หลายองค์กรพยายามที่จะหาวิธีในการพัฒนาภาวะผู้นำของผู้บริหารทุกระดับให้เกิดขึ้น เพื่อที่จะให้ผู้นำเหล่านี้ เป็นผู้ผลักดันความสำเร็จให้เกิดขึ้นกับองค์กร และจากผลการวิจัยของมหาวิทยาลัยมิชิแกน ในเรื่องของภาวะผู้นำนั้น ก็ยืนยันว่า องค์กรที่ประสบความสำเร็จนั้น เป็นผลมาจากการที่ผู้บริหารของตนมีภาวะผู้นำ และสามารถนำองค์กร นำคน ให้ไปสู่เป้าหมายที่กำหนดไว้ได้
คุณสมบัติ 5 ประการในการเป็นผู้นำที่ดี
  1. ผู้นำที่ดีต้องเป็นผู้มีวิสัยทัศน์ ต้องเป็นคนที่มองเห็นภาพในอนาคตที่คนอื่นมองไม่เห็น มองเห็นโอกาสในอนาคตได้ และเมื่อมองเห็นภาพอนาคตแล้ว ก็ต้องสามารถกำหนดเป้าหมาย และแผนงานในการไปสู่เป้าหมายนั้นได้อย่างชัดเจน ไม่ใช่แค่ฝันเฟื่องเพียงอย่างเดียว
  2. ผู้นำที่ดีจะต้องกระจายงานให้ทีมงานอย่างเหมาะสม เป็นการนำแผนงานที่กำหนดไว้นั้น มากระจายสู่พนักงาน และทีมงาน โดยพิจารณาความเหมาะสมของพนักงานแต่ละคนให้เหมาะกับงานแต่ละอย่าง เพื่อให้เขาสามารถที่จะทำงานได้ตามที่ถนัด รวมทั้งให้โอกาสคนอื่นๆ ได้ทำงาน ผู้นำอาจจะต้องยอมรับความเสี่ยงในเรื่องนี้ กล่าวคือ ยอมที่จะไว้วางใจพนักงาน และเชื่อว่าพนักงานจะสามารถทำงานนั้นได้ ผมเห็นผู้นำหลายคนที่ใช้วิธีนี้กับลูกน้องของตนเอง ก็อาจจะมีลูกน้องที่ทำไม่ได้ แต่ส่วนใหญ่แล้วลูกน้องจะทำเต็มที่เพราะนายไว้ใจอย่างมาก ก็ไม่อยากทำให้นายผิดหวัง
  3. ผู้นำที่ดีจะต้องสร้างทีมงานได้ จะต้องเป็นคนที่ทำงานให้สำเร็จ โดยเน้นทั้งงาน เน้นทั้งคน และในการสร้างทีมงานที่ดี ผู้นำก็ต้องมีทักษะในการสื่อความที่ดี มีความเป็นธรรมกับพนักงานทุกคนในทีม ไม่เลือกที่รักมักที่ชัง เวลาทำงานก็จะเน้นให้ทุกคนร่วมกันทำงาน ไม่มีการทำตัวเด่นเพียงคนเดียว หรือรับแต่ชอบ ไม่ยอมรับผิด
  4. ผู้นำที่ดีจะต้องสร้างแรงบันดาลใจให้พนักงานได้ มีพลังในการสร้างกำลังใจให้กับทีมงาน และกระตุ้นให้พนักงานมีความต้องการที่จะประสบความสำเร็จได้ เหมือนกับที่ Jack Welch อดีต CEO ของ GE ได้ใช้คำว่า Energize ก็คือการทำให้คนอื่นมีพลังในการทำงานอยู่เสมอ
  5. ผู้นำที่ดีจะต้องเป็นผู้พัฒนาคนอื่นอยู่เสมอ มีความเข้าใจพนักงานที่มีผลงานไม่ดี และพยายามที่จะพัฒนาพนักงานให้มีความรู้ความสามารถ และทักษะในการทำงานมากขึ้น ผู้นำที่ดีจะไม่ด่าพนักงานว่า “ทำไมโง่จัง แค่นี้ยังทำไม่ได้” (ถ้าทำได้ก็คงมาเป็นหัวหน้าของผู้นำคนนี้ไปแล้ว) แต่จะพยายามพัฒนาให้พนักงานทำงานให้ได้ ผู้นำที่ดีจึงเปรียบเสมือนครู ที่สอนพนักงานทั้งด้านความรู้ในการทำงาน และเป็นตัวอย่างสำหรับพฤติกรรมที่เหมาะสมด้วย
ดังนั้นในการพัฒนาผู้นำที่ดี ก็พยายามพัฒนาใน 5 มุมมองที่ได้กล่าวไปแล้ว ก็น่าจะทำให้องค์กรของเรามีผู้นำที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นได้
23/MARCH/2014

Translate






Author Name

ฟอร์มรายชื่อติดต่อ

ชื่อ

อีเมล *

ข้อความ *

ขับเคลื่อนโดย Blogger.