Articles by "ความรู้เกี่ยวกับ IT"

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ความรู้เกี่ยวกับ IT แสดงบทความทั้งหมด


     SQL ย่อมาจาก structured query language คือภาษาที่ใช้ในการเขียนโปรแกรม เพื่อจัดการกับฐานข้อมูลโดยเฉพาะ เป็นภาษามาตราฐานบนระบบฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์และเป็นระบบเปิด (open system) หมายถึงเราสามารถใช้คำสั่ง sql กับฐานข้อมูลชนิดใดก็ได้ และ คำสั่งงานเดียวกันเมื่อสั่งงานผ่าน  ระบบฐานข้อมูลที่แตกต่างกันจะได้ ผลลัพธ์เหมือนกัน ทำให้เราสามารถเลือกใช้ฐานข้อมูล ชนิดใดก็ได้โดยไม่ติดยึดกับฐานข้อมูลใดฐานข้อมูลหนึ่ง นอกจากนี้แล้ว SQL ยังเป็นชื่อโปรแกรมฐานข้อมูล ซึ่งโปรแกรม SQL เป็นโปรแกรมฐานข้อมูลที่มีโครงสร้างของภาษาที่เข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อน มีประสิทธิภาพการทำงานสูง สามารถทำงานที่ซับซ้อนได้โดยใช้คำสั่งเพียงไม่กี่คำสั่ง โปรแกรม SQL จึงเหมาะที่จะใช้กับระบบฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ และเป็นภาษาหนึ่ง ซึ่งแบ่งการทำงานได้เป็น 4 ประเภท ดังนี้
1. Select query ใช้สำหรับดึงข้อมูลที่ต้องการ
2. Update query ใช้สำหรับแก้ไขข้อมูล
3. Insert query ใช้สำหรับการเพิ่มข้อมูล
4. Delete query ใช้สำหรับลบข้อมูลออกไป
     ปัจจุบันมีซอฟต์แวร์ระบบจัดการฐานข้อมูล (DBMS ) ที่สนับสนุนการใช้คำสั่ง SQL เช่น  Oracle , DB2, MS-SQL, MS-Access 
นอกจากนี้ภาษา SQL ถูกนำมาใช้เขียนร่วมกับโปรแกรมภาษาต่างๆ เช่น ภาษา c/C++ , VisualBasic และ Java 

ประโยชน์ของภาษา SQL
1. สร้างฐานข้อมูลและ ตาราง    
2. สนับสนุนการจัดการฐานข้อมูล ซึ่งประกอบด้วย การเพิ่ม การปรับปรุง และการลบข้อมูล
3. สนับสนุนการเรียกใช้หรือ ค้นหาข้อมูล    
    
ประเภทของคำสั่งภาษา SQL
1. ภาษานิยามข้อมูล(Data Definition Language : DDL) เป็นคำสั่งที่ใช้ในการสร้างฐานข้อมูล กำหนดโครงสร้างข้อมูลว่ามี  Attribute ใด
 ชนิดของข้อมูล รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงตาราง และการสร้างดัชนี คำสั่ง : CREATE,DROP,ALTER
2. ภาษาจัดการข้อมูล (Data Manipulation Language :DML) เป็นคำสั่งที่ใช้ในการเรียกใช้ เพิ่ม ลบ และเปลี่ยนแปลงข้อมูลในตาราง    คำสั่ง : SELECT,INSERT,UPDATE,DELETE
3. ภาษาควบคุมข้อมูล (Data Control Language : DCL) เป็นคำสั่งที่ใช้ในการกำหนดสิทธิการอนุญาติ หรือ ยกเลิก การเข้าถึงฐานข้อมูล เพื่อป้องกันความปลอดภัยของฐานข้อมูล คำสั่ง : GRANT,REVOKE


ข้อมูลอ้างอิง
www.satit.su.ac.th
www.chandra.ac.th
www.softwaresiam.com


JPEG (Joint Photographic Experts Group )คือรูปแบบการบีบอัดแฟ้มภาพแบบสูญเสีย โดยยังให้เสียความละเอียดน้อยที่สุด รูปแบบแฟ้มสำหรับวิธีการนี้ได้แก่ .jpeg, .jpg, .jpe, .jfif, .jfi (จะเป็นตัวเล็กหรือตัวใหญ่ก็ได้) รูปแบบแฟ้ม JPEG นี้ เป็นรูปแบบแฟ้มที่ใช้กันในการจัดเก็บและแลกเปลี่ยนรูปภาพบนเว็บไซต์มากที่สุด โดยเฉพาะภาพถ่าย เนื่องจากสามารถเก็บความละเอียดสูงได้โดยใช้ขนาดไฟล์ที่เล็ก สามารถเก็บภาพสีได้หลากหลายระดับความแม่นยำของสี(Bit Depth) ความสามารถในการย่อขนาดไฟล์ของแฟ้ม JPEG นั้นเกิดจากการใช้เทคนิคการย่อขนาดภาพแบบการบีบอัดคงข้อมูลหลัก (Lossy Compression) หรือการบีบอัดแบบมีความสูญเสียทำให้ไม่นิยมใช้กับภาพที่เป็นลายเส้นหรือไอคอนต่าง ๆ เนื่องจากจะไม่ได้ประสิทธิภาพเท่าการเก็บในรูปแบบอื่น อย่าง PNG หรือ GIF การบีบอัดของ JPEG นั้นจะใช้เทคนิคที่เรียกว่า DCT (Discrete Cosine Transform) ซึ่งเป็นการแปลงค่าความสว่างของภาพให้อยู่ในรูปแบบเชิงความถี่ (Frequency Domain) ทำให้สามารถเลือกแทนค่าของสัมประสิทธิ์หรือในที่นี้คือแอมพลิจูดของค่าความ ถี่ต่างๆ ได้โดยอาศัยตัวแปรที่มีนัยสำคัญที่ต่างกันได้ การที่สามารถลดนัยสำคัญของค่าตัวเลขลงไปได้ทำให้สามารถลดขนาดของหน่วยความจำ หรือขนาดไฟล์ที่ใช้เก็บตามไปได้ MIME Type: image/jpeg พัฒนาโดย: Joint Photographic Experts Group JPEG ถูกพัฒนาและ เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ ปี 1992


04/MARCH/2014

  


 VCD (เรียกว่า video CD, video compact disc หรือ disc) เป็นรูปแบบคอมแพ็คดิสก์มีพื้นฐานบน CD-ROM XA ที่ได้รับการออกแบบเจาะจงให้เก็บข้อมูลวิดีโอ MPEG-1 และรวมความสามารถปฏิสัมพันธ์ VCD มีความละเอียดเหมือนกับ


           1.คำสั่งในดอสและโอเอส/ทู ที่ใช้เปลี่ยนไดเรกทอรีขณะนั้น ไปยังที่ไดเรกทอรีอื่นเนื่องจากเป็นตัวย่อของคำสั่ง และใช้เปลี่ยนไดเรกทอรีได้ง่ายกว่าใช้ CHDIR, การป้อนคำสั่ง CD\ จะย้ายไปยังไดเรกทอรีราก, ป้อน CD… เปลี่ยนไปยังไดเรกทอรีที่อยู่เหนือขึ้นไป, ป้อน CD จะแสดงชื่อไดเรกทอรีที่คุณอยู่ขณะนั้น
           โครงสร้างของไดเรกทอรีทั้งหมดบนฮาร์ดดิสก์จะมีลักษณะเป็นต้นไม้ เริ่มจากไดเรกทอรีเดียวคือไดเรกทอรีราก คุณจะจัดที่อยู่ของแฟ้มบนฮาร์ดดิสก์ได้ โดยสร้างไดเรกทอรีใหม่สำหรับโปรแกรมที่สำคัญๆ และแฟ้มที่เกี่ยวข้องจากนั้นคุณก็ย้ายจากไดเรกทอรีหนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งได้ด้วยการใช้คำสั่งนี้ เพื่อใช้งานโปรแกรมต่างๆ ที่คุณสร้างไว้
           2.ย่อมาจาก Compact Disc, คอมแพคดิสก์ เป็นอุปกรณ์เก็บข้อมูลดิจิตอลหรือเพลง

04/MARCH/2014



 DVD เป็นเทคโนโลยี optical disc ด้วยความจุ 4.7 กิกะไบต์บนด้านเดียว ดิสก์ 1 ชั้น ซึ่งเพียงพอสำหรับภาพยนต์ 133 นาที DVD สามารถเป็น 1 ด้านหรือ 2 ด้าน และสามารถมี 2 ชั้นบนแต่ละด้าน หรือ 2 ด้าน DVD 2 ชั้น จะสามารถบรรจุ 17 กิกะไบต์ของวิดีโอหรือออดิโอ หรือสารสนเทศอื่น เปรียบเทียบกับ 650 เมกกะไบต์ (.65 กิกะไบต์) ของการจัดเก็บสำหรับดิสก์ CD-ROM (เปรียบเทียบกับดิสก์ CD-ROM ที่มีขนาดเดียวกันสามารถเก็บข้อมูลได้ 600 megabyte ดังนั้น DVD สามารถเก็บข้อมูลได้มากกว่า 28 เท่า)

          DVD ใช้ไฟล์ MPEG-2 และมาตรฐานบีบอัด ภาพ MPEG-2 มีความละเอียด 4 เท่าของ MPEG-1 และสามารถส่ง 60 ฟิลด์ไขว้ต่อวินาที โดย 2 ฟิลด์สร้างภาพ 1 เฟรม (MPEG-1 สามารถส่ง 30 ฟิลด์ไขว้ต่อวินาที) คุณภาพออดิโอบน DVD เปรียบเทียบได้กับคอมแพ็คดิสก์ออดิโอปัจจุบัน

ฟอร์แม็ต
           • DVD-Video เป็นฟอร์แม็ตที่ออกแบบสำหรับภาพยนต์เรื่องยาวเต็มที่ทำงานกับโทรทัศน์ 
           • DVD-ROM เป็นประเภทของไดรฟและดิสก์สำหรับใช้บนคอมพิวเตอร์ ตามปกติ ไดร์ฟ DVD จะเล่นได้ทั้งดิสก์ CD-ROM และดิสก์ DVD-Video 
           • DVD-RAM เป็นเวอร์ชันเขียนได้ 
           • DVD-Audio เป็นฟอร์แม็ตแทนที่ซีดี 
           • มีฟอร์แม็ต DVD บันทึกได้จำนวนหนึ่ง รวมถึง DVD-R สำหรับทั่วไป, DVD-R สำหรับผู้เขียน, DVD-RAM, DVD-RW, DVD+RW และ DVD+R.

         DVD เริ่มแรกย่อมาจาก digital video disc และต่อมาสำหรับ digital versatile disc การย่อทางการของ DVD Forum เป็นฟอร์แม็ตที่จะอ้างอิงเป็น DVD
04/MARCH/2014


สำหรับการใช้งาน Notebook หากเราเปิดเครื่องทิ้งเอาไว้และพับหน้าจอผิดลงไป โดยที่ยังต้องการให้โปรแกรมยังคงทำงานอยู่ แล้วไปทำอะไรอย่างอื่น ตัวอย่างเช่น เปิดโหลดเอาไว้ เปิดรันโปรแกรมไว้ เป็นต้น โดยที่ไม่ต้องการให้คนอื่นเห็นว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ หรือต้องการประหยัดพลังงาน ประหยัดไฟ หากเราพับหน้าจอปิดลงไป โปรแกรมทุกอย่างก็จะดับ และเครื่องจะเข้าสู่โหมด Sleep ทันที ผมมีวิธีตั้งค่าแบบง่ายๆ เพื่อไม่ให้เครื่องดับไป มาทำให้ดูครับ
ขั้นตอนแรก ให้เปิด Control Panel  ขึ้นมาก่อน แล้วเข้าไปที่ Power Options จะได้หน้าจอดังนี้ครับ
lid-01
ขั้นตอนต่อไป ให้เลือกเมนูด้านซ้ายที่ผมไฮไลต์สีเหลืองเอาไว้ครับ จะได้หน้าจอดังนี้
lid-02
ขั้นตอนต่อไป  จะเห็นหัวข้อว่า When I close lid : ซึ่งมีการตั้งค่าเริ่มต้นอยู่เป็น Sleep ทั้งสองอันคือ แบบเสียบแบตเตอรี่ชาร์จกับไม่เสียบแบตเตอรี่ชาร์จ ในที่นี่ หากมีการพับหน้าจอปิดลงไป เครื่องจะเข้าสู่โหมด Sleep ครับ เราแค่ทำการเปลี่ยนค่าในส่วนนี้ให้เป็น Do nothing และทำการ Save เป็นอันเสร็จขั้นตอนครับ
lid-03
ปล. การตั้งค่าในส่วนนี้ มีค่าอื่นๆให้เลือกทั้งหมดคือ  Do nothing , Sleep , Hibernate, Shutdown ครับ สุดแล้วแต่เราจะตั้งค่าให้เป็นแบบไหน

อธิบายการทำงานในโหมดต่างๆ

  1. Do nothing – ชื่อนี้ก็บอกตรงตัวอยู่แล้วครับว่า จะไม่เกิดอะไร ไม่มีอะไร ไม่ต้องทำอะไร หากเลือกที่จะตั้งค่านี้ ไม่ว่าจะพับหน้าจอหรือปล่อยทิ้งไว้นานแค่ไหน เครื่องก็จะไม่ดับ ไม่พักการทำงานใดๆ ทั้งสิ้น
  2. Sleep – การนอนหรือการพักเครื่อง หากเลือกการตั้งค่านี้ เมื่อมีการกระทำใดๆ เช่น การพับหน้าจอปิดลงมา เครื่องจะเข้าสู่โหมด Sleep เครื่องจะพักการทำงานทั้งหมด รวมทั้งโปรแกรมต่างๆ จะไม่ทำงานต่อครับ
  3. Hibernate – เข้าใจง่ายๆ สั้นๆ เป็นการปิดเครื่อง แต่ไม่ปิดโปรแกรม ข้อมูลที่เราทำงานอยู่จะไม่ปิดไป เป็นการคงสถานะการทำงานปัจจุบันทั้งหมดไว้ เมื่อเปิดเครื่องขึ้นมาอีกครั้ง สามารถทำงานต่อได้เลย
  4. Shutdown – ค่านี้คงรู้กันดีอยู่แล้ว เพราะมันคือ การปิดทุกอย่าง ปิดการทำงานทุกโปรแกรม การปิดเครื่องโดยสมบูรณ์แบบ
มีแค่นี้เองครับสำหรับ วิธีการตั้งค่า เวลาพับหน้าจอ Notebook แล้วเครื่องยังทำงานอยู่ (สำหรับ Windows 7) ลอง นำไปใช้กันได้นะครับ ช่วยทั้งประหยัดไฟ เพราะการพับหน้าจอทำให้ไฟหน้าจอดับ เป็นการประหยัดพลังงานไปในตัว และสะดวกในการเปิดปิดโดยที่เครื่องยังทำงานต่อได้เลย ส่วนตัวผมเอาไว้ใช้ตอนดาวน์โหลดบิตในยามค่ำคืนครับ

23/MARCH/2014

Translate






Author Name

ฟอร์มรายชื่อติดต่อ

ชื่อ

อีเมล *

ข้อความ *

ขับเคลื่อนโดย Blogger.