Latest Post

จายคำเล็ก นักปราชญ์แห่งวงการเพลงไทยใหญ่

คอลัมน์รู้จักคนดังฉบับนี้ขอแนะนำให้รู้จักกับจายคำเล็กนักประพันธ์เชื้อสายไทยใหญ่ผู้มีความสามารถในการประพันธ์งานเขียนมากมาย อาทิเช่น กลอน นิยาย บทกวี สุภาษิต  ที่โดดเด่นและเป็นที่รู้จักมากที่สุดในหมู่ชาวพม่าและชาวไทยใหญ่ คือ ผลงานเพลงทั้งไทยใหญ่ พม่า และอังกฤษ ซึ่งแต่งขึ้นด้วยปลายปากกาของเขารวมแล้วไม่ต่ำกว่า 1,000 เพลง บทเพลงของเขามีความหมายลึกซึ้งกินใจและกลายเป็นเพลงฮิตติดอันดับจนบรรดานักเล่นกีตาร์ส่วนใหญ่ต้องมีหนังสือรวมเพลงฮิตของเขาเอาไว้ติดบ้าน  รวมทั้งทำให้สายมาวศิลปินนักร้องยอดนิยมที่สุดของชาวไทยใหญ่สามารถแจ้งเกิดจากเพลงนี้และถูกจับติดคุกนานถึงสองปีเนื่องจากบทเพลงมีเนื้อหาเกี่ยวกับการเมืองและฮิตมากในหมู่ชาวไทยใหญ่
จายคำเล็กเกิดเมื่อวันที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2492 ที่ย่านหัวแต้น เมืองแสนหวี ภาคเหนือของรัฐฉาน บิดาคือนายก๋าคำ หรือนายส่วยจี่ อดีตครูหมอ(อาจารย์)ที่มีความชำนาญในด้านการเขียน/อ่านภาษาไทยใหญ่โบราณ และอดีตอำมาตย์ประจำวังเจ้าฟ้าแสนหวี ส่วนมารดาชื่อนางจิ่งอุ๊ ซึ่งทั้งสองได้เสียชีวิตแล้ว มีพี่น้องร่วมกันทั้งหมด 4 คน โดยเป็นพี่ชาย 1 คนชื่อ จายตุ่มคำ (เสียชีวิตเมื่อปี 2527) น้องชาย 1 คนชื่อจายคำตี่ อดีตนักแต่งเพลงซึ่งได้เสียชีวิตแล้วเช่นกัน และคนสุดท้ายคือ นางอ๋อมคำ ปัจจุบันอยู่ที่เมืองตองจี เมืองหลวงของรัฐฉาน
จายคำเล็กได้รับการตั้งชื่อใหม่เป็น “ลูอิส คำ” (Louis Kham ) เมื่อตอนเข้าเรียนโรงเรียนมิชชันนารีสมัยมัธยม  ส่วนชื่อที่คนไทยใหญ่และคนในประเทศพม่านิยมเรียกคือ “ด็อกเตอร์จายคำเล็ก”  จบการศึกษาปริญญาตรีด้านการแพทย์และวิทยาศาสตร์ [M.B.,B.S] จากมหาวิทยาลัยย่างกุ้ง เมื่อปี พ.ศ. 2519 และปริญญาโทสาขาวิทยาศาสตร์และเกี่ยวกับอวัยวะภายในของมนุษย์ M.Med.,Sc [Anatomy] จากมหาวิทยาลัยมัณฑะเลย์ เมื่อปี พ.ศ. 2532 คู่สมรสคือหมอนางน้อย น้อยติ่น เชื้อสายมอญ/พม่า และมีบุตรด้วยกันทั้งหมด 4 คือ นางคำน้อยเล็ก(เป็นนักร้อง) นางคำอุ๊เล็ก นางคำหาญเล็ก และจายคำโจเล็ก      
เนื่องจากในช่วงที่หมอจายคำเล็กอยู่ในวัยเด็ก ผู้เป็นบิดาได้ปลูกฝังให้เขาตอบแทนบุญคุณต่อชาติบ้านเมืองของตัวเอง ด้วยเหตุนี้เขาจึงเริ่มแต่งบทกลอนและเพลงด้วยทำนองของตัวเอง[Own Tune] ขึ้น ซึ่งเพลงส่วนใหญ่ที่เขาแต่งนั้นมีเนื้อหาเชิงปลุกใจ อย่างเช่น เพลง “ให้มีใจ๋ฮักเคอ” (ให้มีใจรักชาติ) เพลง “เหลอเสใจ๋ฮักเคอ” (นอกจากใจรักชาติ) เพลง “วันไตยให้ใหม่สูง” (วันไทยใหญ่จงก้าวหน้า) และมีอีกหลายๆ เพลง ต่อมาได้แต่งเพลงที่มีชื่อว่า “ถึงป่าเห้วคนต๋ายลิบ” (แด่..สุสานคนเป็น) ซึ่งมีเนื้อความบ่งบอกถึงความไร้อิสรภาพของมนุษย์ที่เปรียบเสมือนมีลมหายใจอยู่แต่เหมือนกับว่าไม่มีตัวตนนั่นเอง จากนั้นเขาได้นำเพลงนี้ไปร้องให้กับกลุ่มวัยรุ่นในที่ต่างๆ ในรัฐฉานทำให้เขาถูกทหารพม่าจับกุมขังที่เมืองล่าเสี้ยวอยู่นานหลายเดือน ในขณะที่ถูกจองจำอยู่นั้นเขาได้แต่งเพลงที่มีชื่อว่า “ลุกตี้ป่าเห้วคนต๋ายลิบ” (จาก..สุสานของคนตายทั้งเป็น) ที่มีเนื้อหาสะท้อนถึงเหตุที่ทำให้เขาถูกทหารพม่าจับกุม จากสาเหตุที่เขาเขียนเพลง “แด่..สุสานคนเป็น นั่นเอง
หลังจากพ้นโทษไม่นาน เขาได้แต่งเพลง “ลิ๊กโห้มหมายป๋างโหลง” (สัญญาปางโหลง) ซึ่งเป็นเพลงที่มีเนื้อหาเกี่ยวการทวงคำสัญญาซึ่งผู้นำพม่าเคยให้ไว้ว่าหลังจากการปกครองร่วมกันครบ 10 ปีนับจากันที่ได้รับเอกราชปี พ.ศ.  2490 แล้ว ทางพม่าจะให้ไทยใหญ่ปกครองรัฐฉานด้วยตนเอง แต่เมื่อครบกำหนดดังกล่าว ทางพม่าก็ไม่ได้ปฏิบัติตามสัญญาที่ได้ตกลงกันไว้แต่อย่างใด แถมส่งทหารเข้าทำการปฏิวัติ ส่งผลให้เจ้าฟ้าของไทยใหญ่หลายท่าน รวมทั้งนายอองซาน บิดาของนางอองซาน ซูจี เสียชีวิต ในครั้งนั้น  บทเพลงดังกล่าว ถูกขับร้องโดยจายสายมาว อีกหนึ่งนักร้องชื่อดังของชาวไทยใหญ่ แต่หลังจากอัลบั้มเพลงนี้ได้เผยแพร่ออกไป จายสายมาวจึงถูกทหารพม่าจับกุมนานถึง 2 ปี
แม้ว่าตัวเขาและนักร้องจะถูกจับเข้าคุก  หมอจายคำเล็กก็ยังไม่ย่อท้อกับอุปสรรคต่างๆ ที่เกิดขึ้น ตรงกันข้าม  เขากลับพยายามหาทางต่อสู้ด้วยบทเพลงของเขาต่อไปในลักษณะที่ไม่ปะทะกับรัฐบาลทหารโดยตรง แต่ซ่อนเนื้อหาและความหมายอันลึกซึ้งกินใจไว้ในบทเพลงรักหวานซึ้งซึ่งหลายบทเพลงสะท้อนให้เห็นถึงความทุกข์ยากของชาวไทยใหญ่หรือชีวิตผู้คน แต่ไม่ได้มีถ้อยคำโจมตีผู้มีอำนาจแต่อย่างใด
เนื่องจากตลาดเพลงภาษาไทยใหญ่แคบกว่าตลาดเพลงภาษาพม่า  จายคำเล็กจึงหันมาแต่งเพลงภาษาพม่าและภาษาอังกฤษเพื่อขยายกลุ่มคนฟัง ซึ่งหลายบทเพลงสะท้อนให้เห็นถึงความเจ็บปวดและความทุกข์ยากของชีวิตผู้คนในประเทศพม่า ภายใต้ถ้อยคำรักหวานซึ้ง ดังเช่น บทเพลง “พระจันทร์กลางกรุงย่างกุ้ง” สะท้อนให้เห็นถึงความรักของชายหนุ่มยากจนซึ่งหลงรักหญิงสาวมีฐานะ เขาเปรียบเทียบความรักของเขาว่าเป็นเหมือนกับพระจันทร์กลางกรุงย่างกุ้งซึ่งเต็มไปด้วยตึกสูงจนมองไม่เห็นแสงจันทร์  เช่นเดียวกับที่เธอมองไม่เห็นความรักของเขา
จนถึงปัจจุบันนี้บทเพลงของหมอนักแต่งเพลงท่านนี้วางแผงบนท้องตลาดไปแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งพันบทเพลง  โดยแบ่งเป็นเพลงพม่าประมาณ 500 เพลง เพลงไทยใหญ่มากกว่า 500 เพลง อังกฤษ 35 เพลง แต่ทั้งนี้เขาไม่เคยร้องหรือออกอัลบั้มเป็นของตัวเอง โดยเพลงของเขาส่วนใหญ่นั้นได้มอบให้กับจายทีแสง เพื่อนรุ่นน้องของเขา ที่คนส่วนใหญ่กล่าวชมว่าเป็นนักร้องเสียงดีเป็นผู้ขับร้อง และยังมีนักร้องชื่อดังอีกหลายคนที่ได้นำเพลงของไปร้อง เช่น จายสายมาว จายแสงจ๋อมฟ้า นางคำน้อยเล็ก(ลูกสาวคนโตของเขา) รวมทั้งวงดนตรี “เจิงแลว” [Freedom’s Way] ซึ่งเป็นอีกหนึ่งวงดนตรีเพื่อชีวิตที่มีชื่อเสียงของไทยใหญ่
ทั้งนี้มีเพลงซึ่งเป็นภาษาไทยใหญ่หลายอัลบั้มด้วยกันที่ฮิตติดอันดับ ซึ่งได้แก่ ผ่ายปุ้นลับสิ่งหลงไน่(ฟากโน้นของความมืด) ไตยหกเมืองเคอใหญ่(ไทยใหญ่หกยุค “ใหญ่”) ถึงป่าเห้วคนต๋ายลิบ(แด่..สุสานคนเป็น) ก้อแหนตาง(ผู้ชี้นำ “ทาง”) พองหน้าเมิงเหลิง(ช่วงที่บ้านเมืองเศร้า) อยู่กว่าก่อนวันมันไป่ถึง(รอไปก่อนวันยังไม่ถึง) และไตยตึ๊กตองอยู่(ไทยใหญ่ยังจำได้)
ด้านบุคลิกส่วนตัวของเขาเป็นคนสุขุม แฝงไว้ด้วยความเข้มขรึม เรียบง่าย ส่วนนิสัยส่วนตัวนั้น ชอบสวมใส่ชุดไทยใหญ่เป็นชีวิตจิตใจ ไม่ว่าจะอยู่ในบ้านหรือออกงานในที่ต่างๆ ส่วนงานของเขาที่ได้ทำอยู่ในปัจจุบันคือเป็นแพทย์ใหญ่ประจำโรงพยาบาลเมืองมัณฑะเลย์ในพม่าและมีตำแหน่งเป็นประธานชมรมอนุรักษ์ภาษาและวัฒนธรรมไทยใหญ่ในมหาวิทยาลัยทั่วย่างกุ้ง
ด้วยความสามารถหลายๆ อย่างของหมอจายคำเล็กที่กล่าวมาแล้ว ทำให้มีผู้คนทั้งในแวดวงผู้ใหญ่ นักร้อง นักเขียน รวมไปถึงวัยรุ่น ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “เขาเป็นปราชญ์ในด้านความคิดและความพยายาม ซึ่งยากที่จะมีใครเท่าเทียม” เพราะถึงแม้ว่าเขาจะพบกับอุปสรรค จนบางครั้งแทบจะแลกด้วยชีวิตก็ตาม แต่เขาก็ยังไม่ละความพยายาม จนในที่สุดทำให้เขาประสบความสำเร็จและเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง
ดังนั้น จึงไม่เกินเลยที่จะยกย่องให้เขาเป็นนักปราชญ์แห่งวงการเพลงไทยใหญ่   สุดท้ายนี้ผู้เขียนขอฝากคำคมซึ่งนักปราชญ์ท่านนี้เคยเขียนเอาไว้เตือนใจผู้คนว่า “เราคุยกันในที่มืด เรากระซิบกันที่ไม่มีใครเห็น หวังวันหนึ่ง หลังจากพรุ่งนี้ เราคงพบแสงสว่าง”
  လိူၼ်တႆး               
27/เมษายน/2016 
ขอบคุณข้อมูลจาก http://salweennews.org/

ประวัติ จายสายมาว 
ชื่อเมื่อเด็ก      อ้ายใส่
ชื่อ               จายสายมาว
บิดา              ลุงป้ะแข่ง
มารดา           ป้านางเอ๊ขิ่น
เกิด              18 กุมภาพันธ์ 2492 (1949)วันอังคาร
สถานที่เกิด     เวียงหมู่เจ้รัฐฉานตอนเหนือ
มีชื่อเสียงด้าน  นักร้องและนักแต่งเพลงยอดนิยมตลอดกาลของชาวไต
คติพจน์
"ถ้าเป็นดอกซากุระ(หมอกก๋อน)ก็ให้อยู่บนดอยที่อิสระไม่รวมชนิดอื่นๆ ปรารถณาให้เป็นดอยไตบริสุทธิ์ เปิดประตูต้อนรับเสมอสำหรับคนรุ่นใหม่ อยากให้พี่น้องไตเราสามัคคีกันทั้งหมด"
มีพี่น้อง คนคือ
  1. จายหลาวใสเป็นนักแต่งเพลงและนักร้องเหมือนกัน
  2. จายเหลินคำ (เสียชีวิต)
  3. จายอ้ายสาม (เสียชีวิต)
  4. จายสายมาว หรือ อ้ายไส่ (แปลว่าลูกชายคนที่ 4)
  5. จายแลงใส
  6. นางเต็งห่าน (เสียชีวิต)
ชีวิตและการทำงาน
ปี 2497 จายสายมาว เริ่มเรียนหนังสือ ที่เวียงหมู่เจ้ รัฐฉาน (เมิงไต)ตอนเหนือ
ปี 2507 อายุ 15 ปี เริ่มเล่นกีต้าร์และร้องเพลง (ปีที่มหาเทวี เจ้านางเฮินคำ เริ่มก่อตั้งSSA)
ปี 2510 มีโอกาสเข้ามาร้องเพลงใน เชียงราย และเชียงใหม่
ปี 2511 เป็นปีที่แจ้งเกิด จายสายมาว” เพราะ ได้ร้องเพลง ลิ่กโฮ่มหมายป๋างโหลง
(สัญญาป๋างโหลง) แต่งโดย นายแพทย์จายคำเหล็ก ซึ่งเนื้อเพลงกล่าวทวงถามถึงสัญญา
และความเป็นธรรม ที่บรรดาเจ้าฟ้า ร่วมทั้งตัวแทนประชาชนชาวไต ชาวเขา และตัวแทน
รัฐบาลพม่า (นายพลอองซาน) ทำร่วมกันไว้ ก่อนที่จะได้รับเอกราชพร้อมกับพม่า
ในปี 2490ณเมืองป๋างโหลงรัฐฉานใต้
จายสายมาว ได้เดินทางร้องเพลง สัญญาป๋างโหลง” ไปทั่วรัฐฉาน และกลายเป็นเพลง
ยอดนิยมอย่างรวดเร็ว ดังนั้น พม่าจึงได้จับ จายสายมาว” เข้าไปขังคุก ปี กับอีก17 วัน ในฐานความผิดที่ร้องเพลงดังกล่าว เมื่อพ้นโทษออกมา พม่าก็ห้ามมิให้ร้องเพลง สัญญาป๋างโหลง
อีกต่อไป
ปี 2515 -- หลังพ้นโทษออกมาได้ ปี จายสายมาวได้ตัดสินใจเข้าร่วมกับกองกำลังกู้ชาติไทใหญ่ (SSA)โดยรับหน้าที่เกี่ยวกับด้านวัฒนธรรมและได้รับการสนับสนุนจากเจ้ามหาซาง ที่เป็นผู้บังคับบัญชา
เขาจึงได้บันทึกเพลงสัญญาป๋างโหลงเผยแพร่จนเป็นเพลงยอดฮิตในรัฐฉาน
ปี2519–จายสายมาวมอบตัวกับพม่าเพราะการไปร่วมกับกองกำลังกู้ชาตินั้นถูกทหารตำรวจพม่าหา
เรื่องประชาชนฐานความผิดที่ครอบครองเทปหรือเผยแพร่เพลงของจายสายมาวไม่ว่าจะเป็นเพลง
ปลุกใจหรือไม่ก็ตามว่ามีความผิดหรือถูกกล่าวหาว่าสนับสนุนพวกกบฎ
เพลงที่จายสายมาว แต่งหรือร้อง มีทั้ง ภาษาไทใหญ่ และภาษาพม่า จะมีภาษาจีนกลางมา
แทรกบ้างไม่กี่เพลง ร้าน นิวบราเดอร์” ที่หน้าตลาดต้นลำไย อ.เมือง จ.เชียงใหม่ และสาขา
ที่ อ.พาน จ.เชียงราย (ปัจจุบัน ร้านนี้ไม่มีแล้ว) เป็นผู้บันทึกเสียงของจายสายมาว
ลงเทปคาสเซตเป็นแห่งแรกและ เป็นตัวแทนจำหน่ายเพียงผู้เดียว หลังจากนั้นก็ถูกcopy ขายต่อ ๆ กันไป ทั้งที่ถูกต้องและไม่ถูกต้อง ปัจจุบันจายสายมาวได้ยุติบทบาททางการเมืองและกลับมาทำงานตามความถนัดคือการ ร้องเพลง
และแต่งเพลงจนถึงปัจจุบันร้องเพลงไปกี่เพลงแต่งเพลงไปกี่เพลงเจ้าตัวก็จำไม่ได้แน่นอนผลงานใหม่ๆ
คงไม่มีแล้วเพราะสุ้มเสียงเริ่มเสื่อมไปตามอายุและกาลเวลาเพลงที่จายสายมาวเคยขับร้องก็มีนักร้อง
รุ่นใหม่มาร้องแทนแต่จายสายมาวก็ยังได้รับเชิญไปออกคอนเสิร์ตตามที่ต่างๆอยู่เสมอ
เนื่องในโอกาส งานครบรอบ 50 ปี การก่อตั้งคณะสงฆ์ไทใหญ่ ในรัฐฉาน และการสอบไล่บาลีประจำปี ที่วัดมังกล่าหม่วยต่อ เวียงป๋างโหลง ระหว่าง 9-19 พ.ค. 2551ที่ผ่านได้มีการมอบรางวัล ผู้เชิดชูศิลปวัฒนธรรมไทใหญ่” เป็นปีแรก ให้แก่นักร้อง นักแต่งเพลง และผู้ก่อตั้งคณะละคร(จ้าด)
ไทใหญ่ ท่าน หนึ่ง ใน แปด ท่าน นี้คือ จายสายมาว ผู้ที่มีอายุครบ 67 ปี ในวันที่18 กุมภาพันธ์ 2559 นี้


      လိူၼ်တႆး               
27/เมษายน/2016 

เจ้าเสือข่านฟ้า (พ.ศ.1854-1907 หรือ ค.ศ.1331-1364)  

เจ้าหลวงเสือข่านฟ้า
 เป็นวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ไทยใหญ่ เพราะพระองค์สามารถรวบรวมรัฐไทยใหญ่ที่มีเจ้าฟ้าปกครอง และไม่ขึ้นตรงต่อกัน ให้มาเป็นอาณาจักรเดียวกัน ภายใต้ชื่อว่าอาณาจักรเมืองมาวหลวง ในสมัยพระองค์นั้นทำให้อาณาจักรเมืองมาวหลวงมีอำนาจเกรียงไกรและมีความเจริญรุ่งเรืองมาก อาณา จักรเมืองมาวหลวงตั้งอยู่ได้นานถึง 105 ปี (พ.ศ.1887 - 1992 หรือ ค.ศ.1344 - 1449)
           แต่ก่อนที่เมืองมาวหลวงจะขึ้นมาเป็นอาณาจักรอันยิ่งใหญ่นั้น เมืองมาวหลวงเป็นรัฐเจ้าฟ้าเฉกเช่นเดียวกับรัฐเจ้าฟ้าอื่น ๆ เจ้าหลวงเสือข่านฟ้า เป็นโอรสเจ้าหลวงขุนผางคำ เจ้าฟ้าเมืองมาว กับพระนางอ่อน โดยมีพี่น้องร่วมอุทรกัน 3 องค์ คือ
  1. ขุนอ้ายงำเมือง 
  2. ขุนยี่ข่างคำ (เสือข่านฟ้า) 
  3. ขุนสามหลวงฟ้า
ขึ้นครองราชย์ และย้ายเมืองหลวง (พ.ศ.1854 หรือ ค.ศ.1311) 
 หลังจากที่พระราชบิดาสวรรคตแล้ว เสนาอำมาตย์ได้ยกขุนยี่ข่างคำเป็นเจ้าฟ้าปกครองเมืองมาวต่อมา โดยเริ่มขึ้นครองราชย์เมื่อปี พ.ศ.1854 หรือ ค.ศ.1311 เมื่อพระชนมายุได้ 21 ปี เมื่อขึ้นครองราชย์แล้วก็ มีพระนามว่าเสือข่านฟ้า และทรงสร้างเมืองใหม่ชื่อว่าเมืองแจ้ไฮ่ และในอีก 2 ปีต่อมาก็ทรงย้ายไปสร้างเวียงแจ้ล้านอีก เพราะเป็นพื้นที่ ชัยภูมิทางยุทธศาสตร์

ภารกิจการรวบรวมรัฐไทยใหญ่ให้เป็นหนึ่งเดียว 
 หลังจากที่ได้ทรงย้ายเมืองหลวงแล้ว พระองค์จึงดำริที่จะรวบรวมรัฐชนเผ่าไต (ไท) ซึ่งตั้งเมืองอยู่กระ จัดกระจายกันไปในพื้นที่ต่าง ๆ โดยไม่ขึ้นตรงต่อกัน ให้มาเป็นรัฐเดียวกัน ดังนั้น พระองค์จึงทรงเริ่มออกศึก เพื่อรวบรวมรัฐไต (ไท) ให้เป็นเอกภาพ การออกศึกเพื่อรวบรวมรัฐไต (ไท) ดังกล่าว แบ่งออกเป็น 6 ครั้งใหญ่ ๆ คือ

ครั้งที่หนึ่ง รวบรวมอาณาจักรแสนหวี เวียงแสนแจ้ (ปี พ.ศ.1857 หรือ ค.ศ.1314) 
 พระองค์ได้ส่งสาสน์ไปยังเจ้าท้าวน้อยแข่ ผู้ครองอาณาจักรแสนหวี เวียงแสนแจ้ เพื่อปรึกษาหารือใน เรื่องการรวมรัฐ แต่เจ้าท้ายน้อยแข่มิทรงยอมรับ และไม่มาปรึกษาหารือเพื่อการดังกล่าวด้วย เป็นเหตุให้เจ้าหลวงเสือข่านฟ้าพร้อมด้วยเจ้าสามหลวงฟ้า พระอนุชา ยกทัพไปตีเวียงแสนแจ้ จนเป็นเวียงแสนแจ้ได้รับความเสียชาวเมืองจึงขอร้องให้เจ้าท้าวน้อยแข่ยอมมอบตัวให้แก่เจ้าหลวงเสือข่านฟ้า อาณาจักรแสนหวีเวียงแสน แจ้ได้รวมเข้าในเมืองมาวหลวงมาตั้งแต่นั้นมา

ครั้งที่สอง รวบรวมเวียงจุนโก เมืองมีด และเชียงดาว (ปี พ.ศ.1858 หรือ ค.ศ.1315)
เจ้าหลวงเสือข่านฟ้าได้ทรงส่งสาสน์ไปยังเวียงจุนโก เมืองมีด และเชียงดาว เพื่อเชื้อเชิญเจ้าฟ้าผู้ปก ครองเมือง มายังเวียงแจ้ล้าน ซึ่งผู้ปกครองเมืองดังกล่าวในสมัยนั้น คือ เจ้าไตขืน เจ้าไตไก่ เจ้าไตเต่า เจ้าไตแตง และขุนสามอ่อน ไม่ยอมปฏิบัติตาม และยังได้จับราชทูต 7 คนประหาร โดยรอดชีวิตมาได้ 3 คน เท่านั้นยังไม่พอ ซ้ำยังได้ส่งทหารไปเผาทำลายบ้านเมืองทางใต้ของเมืองมาวอีก เมื่อเป็นดังนั้น ก็ก่อให้เกิดสงครามครั้งใหญ่ ท้ายสุด ชาวเมืองขอร้องให้เจ้าไตขืนยอมแพ้ ชาวเมือง ก็ยอมสวามิภักดิ์ แม่ทัพนายกองจึงจับเจ้าไตขืนมอบให้เจ้าหลวงเสือข่านฟ้า และในปีต่อมาก็ได้เข้า ยึดหัวเมือง ใหญ่ทางตอนใต้เมืองมาว อันได้แก่ ยองห้วย จ๋ามกา เมืองปาย และเมื่องอื่น ๆ แทบนั้น

ครั้งที่สาม รวบรวมหัวเมืองไตฝ่ายเหนือ (ยูนนาน) (ปี พ.ศ.1860 หรือ ค.ศ.1317)

เจ้าหลวงเสือข่านฟ้าได้ยกทัพใหญ่ขึ้นเหนือไปยังยูนนาน เจ้าเมืองแสหอตู้แห่งยูนานจึงได้ออกมาเจร จา ความเมือง เพื่อมิให้เกิดการสงคราม และได้มอบหัวเมืองทั้ง 4 ให้คือ เมืองแส เมืองหย่งชาง เมืองหมูอาน เมืองปูขว้าน แล้วพระองค์ก็เดินทางกลับเมืองมาว

ครั้งที่สี่ รวบรวมหัวเมืองไตตะวันออก (ปี พ.ศ.1860 หรือ ค.ศ.1317) 

 หลังจากที่กลับจากยูนนาน เจ้าหลวงเสือข่านฟ้าก็ทรงยกทัพไปทางทิศตะวันออก เพื่อรวบรวมรัฐชน เผ่าไตในทิศตะวันออก และทรงยึดหัวเมือง ไตตะวันออก ซึ่งประกอบด้วย เมืองเชียงรุ่ง เมืองเชียงแสน เมืองเชียงราย เมืองเชียงตุง ลำพูน และละกอน (ลำปาง)

รั้งที่ห้า ยกทัพไปทิศตะวันตกรวบรวมเมืองเวสาลี (อินเดีย) (ปี พ.ศ.1862 หรือ ค.ศ.1319) 

 เจ้าเสือข่านฟ้าพร้อมด้วยพระอนุชาคือเข้าสามหลวงฟ้า และแม่ทัพ 3 คน คือ ฟ้าหลวงเท้าฟ้าหล่อ ฟ้าหลวงเท้าเสือเย็น ฟ้าหลวงท้าวหาญก่าย ยกทัพไปทางทิศตะวันตกตีเมืองเวสาลี หรือแคว้นอัสสัม และให้พระอนุชาครองเมือง ณ ที่นั้น

ครั้งที่หก ยกทัพไปทางทิศใต้ (พม่า) (ปี พ.ศ.1905 หรือ ค.ศ.1362) 
 เจ้าเสือข่านฟ้าพร้อมด้วยพระโอรส คือ เจ้าชายเปี่ยมฟ้า และแม่ทัพ 3 คน คือ ฟ้าหลวงเท้าฟ้าหล่อ ฟ้าหลวงเท้าเสือเย็น ฟ้าหลวงท้าวหาญก่าย ยกทัพไปทางทิศตะวันตกตีเมืองตะโก้ง เมืองสะแกง และหัวเมือง พม่าอื่น ๆ และสามารถยึดได้ทั้งหมดปี พ.ศ.1905 หรือ ค.ศ.1362 เจ้าหลวงเสือข่านฟ้า ทรงทำให้รัฐไทยใหญ่ต่าง ๆ เข้ามารวมเป็นอาณาจักรเดียวกันที่มีอาณาเขตกว้างขวาง และเจริญรุ่งเรืองมาก พระองค์ได้ทรงย้ายไปสร้างเมืองใหม่ที่ทุ่งปางหมากอู๋ เรียกว่าเวียงท่าสบอู๋ และทรงสิ้นพระชนม์ที่นั่นในปี
พ.ศ.1907 หรือ ค.ศ.1364



      လိူၼ်တႆး               
27/เมษายน/2016 
ที่มา>taiyai.net

Translate






Author Name

ฟอร์มรายชื่อติดต่อ

ชื่อ

อีเมล *

ข้อความ *

ขับเคลื่อนโดย Blogger.