Latest Post

ประวัติ จายสายมาว 
ชื่อเมื่อเด็ก      อ้ายใส่
ชื่อ               จายสายมาว
บิดา              ลุงป้ะแข่ง
มารดา           ป้านางเอ๊ขิ่น
เกิด              18 กุมภาพันธ์ 2492 (1949)วันอังคาร
สถานที่เกิด     เวียงหมู่เจ้รัฐฉานตอนเหนือ
มีชื่อเสียงด้าน  นักร้องและนักแต่งเพลงยอดนิยมตลอดกาลของชาวไต
คติพจน์
"ถ้าเป็นดอกซากุระ(หมอกก๋อน)ก็ให้อยู่บนดอยที่อิสระไม่รวมชนิดอื่นๆ ปรารถณาให้เป็นดอยไตบริสุทธิ์ เปิดประตูต้อนรับเสมอสำหรับคนรุ่นใหม่ อยากให้พี่น้องไตเราสามัคคีกันทั้งหมด"
มีพี่น้อง คนคือ
  1. จายหลาวใสเป็นนักแต่งเพลงและนักร้องเหมือนกัน
  2. จายเหลินคำ (เสียชีวิต)
  3. จายอ้ายสาม (เสียชีวิต)
  4. จายสายมาว หรือ อ้ายไส่ (แปลว่าลูกชายคนที่ 4)
  5. จายแลงใส
  6. นางเต็งห่าน (เสียชีวิต)
ชีวิตและการทำงาน
ปี 2497 จายสายมาว เริ่มเรียนหนังสือ ที่เวียงหมู่เจ้ รัฐฉาน (เมิงไต)ตอนเหนือ
ปี 2507 อายุ 15 ปี เริ่มเล่นกีต้าร์และร้องเพลง (ปีที่มหาเทวี เจ้านางเฮินคำ เริ่มก่อตั้งSSA)
ปี 2510 มีโอกาสเข้ามาร้องเพลงใน เชียงราย และเชียงใหม่
ปี 2511 เป็นปีที่แจ้งเกิด จายสายมาว” เพราะ ได้ร้องเพลง ลิ่กโฮ่มหมายป๋างโหลง
(สัญญาป๋างโหลง) แต่งโดย นายแพทย์จายคำเหล็ก ซึ่งเนื้อเพลงกล่าวทวงถามถึงสัญญา
และความเป็นธรรม ที่บรรดาเจ้าฟ้า ร่วมทั้งตัวแทนประชาชนชาวไต ชาวเขา และตัวแทน
รัฐบาลพม่า (นายพลอองซาน) ทำร่วมกันไว้ ก่อนที่จะได้รับเอกราชพร้อมกับพม่า
ในปี 2490ณเมืองป๋างโหลงรัฐฉานใต้
จายสายมาว ได้เดินทางร้องเพลง สัญญาป๋างโหลง” ไปทั่วรัฐฉาน และกลายเป็นเพลง
ยอดนิยมอย่างรวดเร็ว ดังนั้น พม่าจึงได้จับ จายสายมาว” เข้าไปขังคุก ปี กับอีก17 วัน ในฐานความผิดที่ร้องเพลงดังกล่าว เมื่อพ้นโทษออกมา พม่าก็ห้ามมิให้ร้องเพลง สัญญาป๋างโหลง
อีกต่อไป
ปี 2515 -- หลังพ้นโทษออกมาได้ ปี จายสายมาวได้ตัดสินใจเข้าร่วมกับกองกำลังกู้ชาติไทใหญ่ (SSA)โดยรับหน้าที่เกี่ยวกับด้านวัฒนธรรมและได้รับการสนับสนุนจากเจ้ามหาซาง ที่เป็นผู้บังคับบัญชา
เขาจึงได้บันทึกเพลงสัญญาป๋างโหลงเผยแพร่จนเป็นเพลงยอดฮิตในรัฐฉาน
ปี2519–จายสายมาวมอบตัวกับพม่าเพราะการไปร่วมกับกองกำลังกู้ชาตินั้นถูกทหารตำรวจพม่าหา
เรื่องประชาชนฐานความผิดที่ครอบครองเทปหรือเผยแพร่เพลงของจายสายมาวไม่ว่าจะเป็นเพลง
ปลุกใจหรือไม่ก็ตามว่ามีความผิดหรือถูกกล่าวหาว่าสนับสนุนพวกกบฎ
เพลงที่จายสายมาว แต่งหรือร้อง มีทั้ง ภาษาไทใหญ่ และภาษาพม่า จะมีภาษาจีนกลางมา
แทรกบ้างไม่กี่เพลง ร้าน นิวบราเดอร์” ที่หน้าตลาดต้นลำไย อ.เมือง จ.เชียงใหม่ และสาขา
ที่ อ.พาน จ.เชียงราย (ปัจจุบัน ร้านนี้ไม่มีแล้ว) เป็นผู้บันทึกเสียงของจายสายมาว
ลงเทปคาสเซตเป็นแห่งแรกและ เป็นตัวแทนจำหน่ายเพียงผู้เดียว หลังจากนั้นก็ถูกcopy ขายต่อ ๆ กันไป ทั้งที่ถูกต้องและไม่ถูกต้อง ปัจจุบันจายสายมาวได้ยุติบทบาททางการเมืองและกลับมาทำงานตามความถนัดคือการ ร้องเพลง
และแต่งเพลงจนถึงปัจจุบันร้องเพลงไปกี่เพลงแต่งเพลงไปกี่เพลงเจ้าตัวก็จำไม่ได้แน่นอนผลงานใหม่ๆ
คงไม่มีแล้วเพราะสุ้มเสียงเริ่มเสื่อมไปตามอายุและกาลเวลาเพลงที่จายสายมาวเคยขับร้องก็มีนักร้อง
รุ่นใหม่มาร้องแทนแต่จายสายมาวก็ยังได้รับเชิญไปออกคอนเสิร์ตตามที่ต่างๆอยู่เสมอ
เนื่องในโอกาส งานครบรอบ 50 ปี การก่อตั้งคณะสงฆ์ไทใหญ่ ในรัฐฉาน และการสอบไล่บาลีประจำปี ที่วัดมังกล่าหม่วยต่อ เวียงป๋างโหลง ระหว่าง 9-19 พ.ค. 2551ที่ผ่านได้มีการมอบรางวัล ผู้เชิดชูศิลปวัฒนธรรมไทใหญ่” เป็นปีแรก ให้แก่นักร้อง นักแต่งเพลง และผู้ก่อตั้งคณะละคร(จ้าด)
ไทใหญ่ ท่าน หนึ่ง ใน แปด ท่าน นี้คือ จายสายมาว ผู้ที่มีอายุครบ 67 ปี ในวันที่18 กุมภาพันธ์ 2559 นี้


      လိူၼ်တႆး               
27/เมษายน/2016 

เจ้าเสือข่านฟ้า (พ.ศ.1854-1907 หรือ ค.ศ.1331-1364)  

เจ้าหลวงเสือข่านฟ้า
 เป็นวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ไทยใหญ่ เพราะพระองค์สามารถรวบรวมรัฐไทยใหญ่ที่มีเจ้าฟ้าปกครอง และไม่ขึ้นตรงต่อกัน ให้มาเป็นอาณาจักรเดียวกัน ภายใต้ชื่อว่าอาณาจักรเมืองมาวหลวง ในสมัยพระองค์นั้นทำให้อาณาจักรเมืองมาวหลวงมีอำนาจเกรียงไกรและมีความเจริญรุ่งเรืองมาก อาณา จักรเมืองมาวหลวงตั้งอยู่ได้นานถึง 105 ปี (พ.ศ.1887 - 1992 หรือ ค.ศ.1344 - 1449)
           แต่ก่อนที่เมืองมาวหลวงจะขึ้นมาเป็นอาณาจักรอันยิ่งใหญ่นั้น เมืองมาวหลวงเป็นรัฐเจ้าฟ้าเฉกเช่นเดียวกับรัฐเจ้าฟ้าอื่น ๆ เจ้าหลวงเสือข่านฟ้า เป็นโอรสเจ้าหลวงขุนผางคำ เจ้าฟ้าเมืองมาว กับพระนางอ่อน โดยมีพี่น้องร่วมอุทรกัน 3 องค์ คือ
  1. ขุนอ้ายงำเมือง 
  2. ขุนยี่ข่างคำ (เสือข่านฟ้า) 
  3. ขุนสามหลวงฟ้า
ขึ้นครองราชย์ และย้ายเมืองหลวง (พ.ศ.1854 หรือ ค.ศ.1311) 
 หลังจากที่พระราชบิดาสวรรคตแล้ว เสนาอำมาตย์ได้ยกขุนยี่ข่างคำเป็นเจ้าฟ้าปกครองเมืองมาวต่อมา โดยเริ่มขึ้นครองราชย์เมื่อปี พ.ศ.1854 หรือ ค.ศ.1311 เมื่อพระชนมายุได้ 21 ปี เมื่อขึ้นครองราชย์แล้วก็ มีพระนามว่าเสือข่านฟ้า และทรงสร้างเมืองใหม่ชื่อว่าเมืองแจ้ไฮ่ และในอีก 2 ปีต่อมาก็ทรงย้ายไปสร้างเวียงแจ้ล้านอีก เพราะเป็นพื้นที่ ชัยภูมิทางยุทธศาสตร์

ภารกิจการรวบรวมรัฐไทยใหญ่ให้เป็นหนึ่งเดียว 
 หลังจากที่ได้ทรงย้ายเมืองหลวงแล้ว พระองค์จึงดำริที่จะรวบรวมรัฐชนเผ่าไต (ไท) ซึ่งตั้งเมืองอยู่กระ จัดกระจายกันไปในพื้นที่ต่าง ๆ โดยไม่ขึ้นตรงต่อกัน ให้มาเป็นรัฐเดียวกัน ดังนั้น พระองค์จึงทรงเริ่มออกศึก เพื่อรวบรวมรัฐไต (ไท) ให้เป็นเอกภาพ การออกศึกเพื่อรวบรวมรัฐไต (ไท) ดังกล่าว แบ่งออกเป็น 6 ครั้งใหญ่ ๆ คือ

ครั้งที่หนึ่ง รวบรวมอาณาจักรแสนหวี เวียงแสนแจ้ (ปี พ.ศ.1857 หรือ ค.ศ.1314) 
 พระองค์ได้ส่งสาสน์ไปยังเจ้าท้าวน้อยแข่ ผู้ครองอาณาจักรแสนหวี เวียงแสนแจ้ เพื่อปรึกษาหารือใน เรื่องการรวมรัฐ แต่เจ้าท้ายน้อยแข่มิทรงยอมรับ และไม่มาปรึกษาหารือเพื่อการดังกล่าวด้วย เป็นเหตุให้เจ้าหลวงเสือข่านฟ้าพร้อมด้วยเจ้าสามหลวงฟ้า พระอนุชา ยกทัพไปตีเวียงแสนแจ้ จนเป็นเวียงแสนแจ้ได้รับความเสียชาวเมืองจึงขอร้องให้เจ้าท้าวน้อยแข่ยอมมอบตัวให้แก่เจ้าหลวงเสือข่านฟ้า อาณาจักรแสนหวีเวียงแสน แจ้ได้รวมเข้าในเมืองมาวหลวงมาตั้งแต่นั้นมา

ครั้งที่สอง รวบรวมเวียงจุนโก เมืองมีด และเชียงดาว (ปี พ.ศ.1858 หรือ ค.ศ.1315)
เจ้าหลวงเสือข่านฟ้าได้ทรงส่งสาสน์ไปยังเวียงจุนโก เมืองมีด และเชียงดาว เพื่อเชื้อเชิญเจ้าฟ้าผู้ปก ครองเมือง มายังเวียงแจ้ล้าน ซึ่งผู้ปกครองเมืองดังกล่าวในสมัยนั้น คือ เจ้าไตขืน เจ้าไตไก่ เจ้าไตเต่า เจ้าไตแตง และขุนสามอ่อน ไม่ยอมปฏิบัติตาม และยังได้จับราชทูต 7 คนประหาร โดยรอดชีวิตมาได้ 3 คน เท่านั้นยังไม่พอ ซ้ำยังได้ส่งทหารไปเผาทำลายบ้านเมืองทางใต้ของเมืองมาวอีก เมื่อเป็นดังนั้น ก็ก่อให้เกิดสงครามครั้งใหญ่ ท้ายสุด ชาวเมืองขอร้องให้เจ้าไตขืนยอมแพ้ ชาวเมือง ก็ยอมสวามิภักดิ์ แม่ทัพนายกองจึงจับเจ้าไตขืนมอบให้เจ้าหลวงเสือข่านฟ้า และในปีต่อมาก็ได้เข้า ยึดหัวเมือง ใหญ่ทางตอนใต้เมืองมาว อันได้แก่ ยองห้วย จ๋ามกา เมืองปาย และเมื่องอื่น ๆ แทบนั้น

ครั้งที่สาม รวบรวมหัวเมืองไตฝ่ายเหนือ (ยูนนาน) (ปี พ.ศ.1860 หรือ ค.ศ.1317)

เจ้าหลวงเสือข่านฟ้าได้ยกทัพใหญ่ขึ้นเหนือไปยังยูนนาน เจ้าเมืองแสหอตู้แห่งยูนานจึงได้ออกมาเจร จา ความเมือง เพื่อมิให้เกิดการสงคราม และได้มอบหัวเมืองทั้ง 4 ให้คือ เมืองแส เมืองหย่งชาง เมืองหมูอาน เมืองปูขว้าน แล้วพระองค์ก็เดินทางกลับเมืองมาว

ครั้งที่สี่ รวบรวมหัวเมืองไตตะวันออก (ปี พ.ศ.1860 หรือ ค.ศ.1317) 

 หลังจากที่กลับจากยูนนาน เจ้าหลวงเสือข่านฟ้าก็ทรงยกทัพไปทางทิศตะวันออก เพื่อรวบรวมรัฐชน เผ่าไตในทิศตะวันออก และทรงยึดหัวเมือง ไตตะวันออก ซึ่งประกอบด้วย เมืองเชียงรุ่ง เมืองเชียงแสน เมืองเชียงราย เมืองเชียงตุง ลำพูน และละกอน (ลำปาง)

รั้งที่ห้า ยกทัพไปทิศตะวันตกรวบรวมเมืองเวสาลี (อินเดีย) (ปี พ.ศ.1862 หรือ ค.ศ.1319) 

 เจ้าเสือข่านฟ้าพร้อมด้วยพระอนุชาคือเข้าสามหลวงฟ้า และแม่ทัพ 3 คน คือ ฟ้าหลวงเท้าฟ้าหล่อ ฟ้าหลวงเท้าเสือเย็น ฟ้าหลวงท้าวหาญก่าย ยกทัพไปทางทิศตะวันตกตีเมืองเวสาลี หรือแคว้นอัสสัม และให้พระอนุชาครองเมือง ณ ที่นั้น

ครั้งที่หก ยกทัพไปทางทิศใต้ (พม่า) (ปี พ.ศ.1905 หรือ ค.ศ.1362) 
 เจ้าเสือข่านฟ้าพร้อมด้วยพระโอรส คือ เจ้าชายเปี่ยมฟ้า และแม่ทัพ 3 คน คือ ฟ้าหลวงเท้าฟ้าหล่อ ฟ้าหลวงเท้าเสือเย็น ฟ้าหลวงท้าวหาญก่าย ยกทัพไปทางทิศตะวันตกตีเมืองตะโก้ง เมืองสะแกง และหัวเมือง พม่าอื่น ๆ และสามารถยึดได้ทั้งหมดปี พ.ศ.1905 หรือ ค.ศ.1362 เจ้าหลวงเสือข่านฟ้า ทรงทำให้รัฐไทยใหญ่ต่าง ๆ เข้ามารวมเป็นอาณาจักรเดียวกันที่มีอาณาเขตกว้างขวาง และเจริญรุ่งเรืองมาก พระองค์ได้ทรงย้ายไปสร้างเมืองใหม่ที่ทุ่งปางหมากอู๋ เรียกว่าเวียงท่าสบอู๋ และทรงสิ้นพระชนม์ที่นั่นในปี
พ.ศ.1907 หรือ ค.ศ.1364



      လိူၼ်တႆး               
27/เมษายน/2016 
ที่มา>taiyai.net

 เจ้าโต๋นครูหลวงปัญญาโภคะ
เจ้าโต๋นครูหลวงปัญญาโภคะ มหาสังฆปรินายกแห่งรัฐไต (1893-1971) ชื่อ เจ้าโต๋นครูหลวงปัญญาโภคะ ชื่อเดิม จายปานจิ่ง วันเดือนปีเกิด เกิดวันอังคาร เดือนมีนาคม พ.ศ. 2435 ค.ศ. 1892จ.ศ. 1254 ตรง กับวันแรม 1 ค่ำ เดือน 4 ภูมิลำเนา บ้านป่าแก่ เมืองขาง เวียงเมืองสู้ รัฐฉานภาคเหนือ พี่น้อง มีพี่น้อง 6 คน บิดา ลุงยอดคำ มารดา นางคำ มรณภาพ เมื่อปี จ.ศ. 1333 พ.ศ. 2514 ค.ศ. 1971 ตรงกับวันแรม 15 ค่ำ เดือน 11 ที่โรงพยาบาล เมียะรัตนะ ต้ากุ้ง (ร่างกุ้ง) เวลา 01.10 น. 
  •  ชีวิตเมื่อเยาว์วัย 
 เด็กชาย ปานจิ่ง เริ่มเข้าอยู่วัด เมื่อปี จ.ศ. 1268 ซึ่งมีอายุ 14 ปี บวชเป็นสามเณร เมื่อปี จ.ศ. 1270 ที่วัดบ้านขาง เวียงเมืองสู้ ได้ชื่อ เป็นภาษาบาลีว่า สามเณร ปัญญาโภคะ อุปสมบท เมื่อ จ.ศ. 1274 ขึ้น 7 ค่ำ เดือน 3 ตรงกับ วันพุธ ที่วัด บ้านโหยก เวียงเกซี อุปัชฌาย์ ได้แก่ เจ้าอาวาส วัดป่าแต๊บ กรรมวาจาจารย์ รูปที่ 1 เจ้าอาวาส วัดกุ๋นนา กรรมวาจาจารย์ รูปที่ 2 คือ พระปุญญสาระ วัดบ้านโหยก
  • สถานที่เคยไปศึกษาพระปริยัติธรรม 
เรียนหนังสือที่ วัดยอด 2 เดือน และย้ายไปอยู่ ที่วัดบ้านข่า จ. จ๊อกแม จากนั้น ได้ไปอยู่ที่ วัดวิสุทธาโหย่ง เวียงเหล่อ (มัณฑเรย์) 3 เดือน จากนั้นย้ายไป อยู่ที่วัด จ้ายกะส่าน ต้ากุ้ง (ร่างกุ้ง) และ วัดปุบผาโหย่ง ป่าเก๋อ และเมื่อ 15 พรรษา ไปศึกษาภาษาอังกฤษที่ โคลัมโบ ประเทศศรีลังกา อยู่ 2 ปี เมื่ออายุ 17 พรรษา จึงได้กลับมายังบ้านเกิด จากนั้นเจ้าฟ้าเมืองสู้ ได้อาราธนามาจำพรรษาอยู่ ที่วัด ยุมป่อง เวียงเมืองสู้ แล้วเปิดสอนพระปริยัติธรรม โดยมีลูกศิษย์มากหมาย (เท่าที่ทราบ ท่านเป็นองค์แรกของพระสงฆ์ไต ที่ได้ไปศึกษาที่ประเทศศรีลังกา)
  • งานด้านศาสนกิจและบ้านเมือง 

หลังจากที่ท่านบวชได้ 2 พรรษาก็ได้ไปเป็น เจ้าอาวาส วัดหมากฮู่ จ. จ๊อกเม และไปเป็นเจ้าอาวาส วัดฮูน้อย 2 พรรษา เมื่อท่านได้ 10 พรรษา ได้เป็นครูสอนที่ วัดบ้านข่า หลังจากนั้น เจ้าฟ้าสี่ป้อ ได้อาราธนาไปจำพรรษาที่ วัดจองคำ สี่ป้อ และเจ้าฟ้านิมนต์ให้ท่านแปล พระปาฏิโมกข์ เป็นภาษาไต เมื่อปี พ.ศ. 2499 นำพาคณะสงฆ์ไตทั้งหมด จัดตั้งกลุ่มคณะสงฆ์ไตขึ้น และเป็นผู้นำในการแปล พระไตรปิฎกเป็นภาษาไต ซึ่งยังคงใช้ในการศึกษาค้นคว้าพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าอยู่จนกระทั่งปัจจุบันได้เขียนหนังสือ ปาลีปกรณ์ บาลีไวยากรณ์ แปดฉบับ อภิธรรม ปาฏิโมกข์ ขุททสิกขา มูลสิกขา กัมโพชหิตราสิ เป็นต้น
  • เกียรติบัตรที่ได้รับ
หลังจากที่ท่านบวชได้ 2 พรรษาก็ได้ไปเป็น เจ้าอาวาส วัดหมากฮู่ จ. จ๊อกเม และไปเป็นเจ้าอาวาส วัดฮูน้อย 2 พรรษา เมื่อท่านได้ 10 พรรษา ได้เป็นครูสอนที่ วัดบ้านข่า หลังจากนั้น เจ้าฟ้าสี่ป้อ ได้อาราธนาไปจำพรรษาที่ วัดจองคำ สี่ป้อ และเจ้าฟ้านิมนต์ให้ท่านแปล พระปาฏิโมกข์ เป็นภาษาไต เมื่อปี พ.ศ. 2499 นำพาคณะสงฆ์ไตทั้งหมด จัดตั้งกลุ่มคณะสงฆ์ไตขึ้น และเป็นผู้นำในการแปล พระไตรปิฎกเป็นภาษาไต ซึ่งยังคงใช้ในการศึกษาค้นคว้าพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าอยู่จนกระทั่งปัจจุบันได้เขียนหนังสือ ปาลีปกรณ์ บาลีไวยากรณ์ แปดฉบับ อภิธรรม ปาฏิโมกข์ ขุททสิกขา มูลสิกขา กัมโพชหิตราสิ เป็นต้น เกียรติบัตรที่ได้รับ พ.ศ.2463 เจ้าฟ้าสี่ป้อ มอบเกียรติบัตร เป็น ปัญญาโภคคณะวาจก ธรรมราชคุรุ พ.ศ.2475 เจ้าฟ้าเมืองสู้ มอบเกียรติบัตร เป็น ธรรมยุตนิกาย มหานายก ราชคุรุ พ.ศ.2481 ได้รับตำแหน่งนามว่า คณะวาจก ธรรมกถิก ฝ่ายเผยแผ่ศาสนา รัฐไต ตอนใต้ จากคณะธรรมยุติกนิกาย พ.ศ. 2498 นายกรัฐมนตรีของพม่า มอบ ให้เป็น ฉธสังติโอวาทจริยสังฆนายก พ.ศ. 2499 คณะสงฆ์ไตทั่วประเทศ ได้ยกท่านเป็น ประธานคณะสงฆ์แห่งรัฐไต ในนาม มหาสังฆปรินายกแห่งรัฐไตท่านได้มรณภาพ ที่โรงพยาบาล เมียะรัตนะ ร่างกุ้ง เมื่อปี พ.ศ. 2514 สรีระศพของท่านถูกนำบรรจุลงในโลงแก้ว แล้วนำไป เวียงน้ำจ๋าง โดยเครื่องบิน และนำไปทำฌาปนกิจที่ เวียงป๋างโหลง เมื่อทำฌาปนกิจเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทางคณะศิษยานุศิษย์ได้นำอัฐิของท่านไปบรรจุไว้ในเจดีย์ "พระไตรปิฏก" (ปิฎก๊าดสามก๋อง) พร้อมกันนี้ก็ได้สร้างรูปปั้นไว้เป็นที่สักการะบูชา ที่วัดปีตะก๊าด เวียงป๋างโหลง



      လိူၼ်တႆး               
27/เมษายน/2016 
ที่มา>taiyai.net

Translate






Author Name

ฟอร์มรายชื่อติดต่อ

ชื่อ

อีเมล *

ข้อความ *

ขับเคลื่อนโดย Blogger.